File 6

ตอนที่ ๖

๑๕ มกราคม ๒๕๕๐

เปรมาธิปไตย

ลัทธิมอมเมาสังคม

ก่อนที่ผมจะนำเสนอบทความชิ้นนี้ ผมคงต้องขออนุญาติเชิญชวนท่านผู้อ่านมาทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับกระแสพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้พสกนิกรในเรื่องเกี่ยวกับความพอเพียง เพื่อให้เข้าใจไปในทิศทางที่ถูกต้องเสียก่อนแล้วเราค่อยมาชี้ประเด็นเกี่ยวกับ “ลัทธิมอมเมาสังคม“ ของระบบ เปรมาธิปไตยที่ขัดต่อกระแสพระราชดำรัส ให้เห็นภาพชัดเจนเป็นอันดับต่อไป ผมจำได้ว่ากระแสพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้พสกนิกร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐ ในเรื่องความพอ เพียงนั้น มีความสืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจในปีนั้น ที่ทำให้พระองค์ทรงห่วงใยต่อ ความทุกข์ยากของประชาชนที่ประสพอยู่ในเวลานั้น ซึ่งท่านผู้อ่านคงจำได้ ไม่ว่าจะเป็น สถาบันการเงินที่ถูกปิดถึงกว่าห้าสิบแห่ง และบริษัทห้างร้านตลอดจนโรงงานต่างๆได้ทยอย กันปิดตัวเองเป็นจำนวนมาก ซึ่งพันกันเป็นลูกโซ่กับเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจ ส่วนธุรกิจที่พออยู่รอดกับวิกฤติการณ์ในครั้งนั้น ก็ต้องพยายามกันอย่างสุดฤทธิ์สุดเดชที่จะประคับประคองให้รอดพ้นจากวิกฤติ มาตรการหนึ่งที่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในเวลานั้นก็คือ การปลดและลดคนงาน จึงส่งผลให้มีคนตกงานมากมายมหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ข่าวการฆ่าตัวตายมีให้ได้เห็นไม่เว้นในแต่ละวัน วิกฤติการณ์ครั้งนั้นไม่เพียงมีผลกระทบต่อธุรกิจภาคเอกชนเท่านั้น หน่วยงานภายใต้ การกำกับดูแลของรัฐบาล ก็มีความเดือดร้อนไม่แพ้กัน ผมจำได้ว่าสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาท ได้พระราช ทานทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ชมรมแม่บ้านร่วมกับมูลนิธิจัดทำอาหารเลี้ยงประชาชนเพื่อบรรเทาทุกข์ ยังความทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ จนเป็นที่กล่าวขานกันในหมู่ประชาชนว่า “อาหารพระราชทานจากครัวหลวง“ เมื่อไรก็ตาม ที่ประชาชนในแผ่นดินมีความทุกข์ยาก ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ ฝนแล้งหรือน้ำท่วม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินี ฯของเราก็จะทรงเป็นทุกข์ด้วยในทุกครั้ง แล้วพระองค์ท่านก็จะทรงหาหนทางมาช่วยบรรเทาทุกข์ให้เสมอมา ดังนั้นกระแสพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปีนั้น จึงมีพระราชประสงค์ที่จะให้ประชาชนคนไทยได้ตระหนักถึงการใช้จ่ายไม่ให้ฟุ่มเฟือย และรู้จักบริหารจัดการในเรื่องการจับจ่ายใช้สอยให้มีความสอดคล้องเพียงพอกับรายได้ที่มี กระแสพระราชดำรัสความพอเพียง ได้มีการกล่าวถึงกันอย่างกว้างขวางไม่แพ้ “รู้รักสามัคคี“ และได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายในหมู่นักวิชาการ แล้วกลายมาเป็นคำยอดนิยมที่รู้จักของคนทั่วไปว่า “เศรษฐกิจพอเพียง“ แต่บนความเป็นจริงแล้วคำจำกัดความ ของคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ไม่อาจสรุปได้เป็นที่ชัดเจน วันเฉลิม พระชนมพรรษาเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ในปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้มีพระมหากรุณาธิคุณอธิบายเพิ่มเติมว่า “พอเพียง หมายถึง พอมีพอกิน“ “พอมีพอกิน ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมี พอมีพอกิน ก็ใช้ได้ ยิ่งให้ทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี““ประเทศไทยสมัยก่อนนี้ พอมีพอกิน มาสมัยนี้อิสระ ไม่มีพอมีพอกิน จึงจะต้องเป็นนโยบายที่จะทำให้เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อที่จะให้ทุกคนพอเพียงได้ พอเพียงนี้ก็หมาย ความว่ามีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ“ (ข้อมูลจากวารสารมูลนิธิชัย พัฒนา “เศรษฐกิจพอเพียง”)

แต่แล้วประชาชนก็มีอันจะต้องไขว่เขวและสันสน เมื่อมีกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่านักวิชา การที่อยู่ภายใต้ระบอบเปรมาธิปไตยออกมาเคลื่อนไหวชูหลักเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็น นโยบายแห่งรัฐ เพื่อต่อต้านนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจให้ทันสมัยของพ.ต.ท.ทักษิณ โดย ผ่านไปยังนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ออกมาเปิดประเด็น “ลูกแกะหลงทาง“ และกลายมาเป็น เงื่อนไขพิฆาตพ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยการกล่าวหาว่า ไม่ตอบสนองกระแสพระราชดำรัส การโจมตีพ.ต.ท.ทักษิณในกรณีประกอบพิธีทำบุญประเทศในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ด้วยข้อกล่าวหาร้ายแรงถึงขนาดตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร แม้ในเวลาต่อมาได้ รับการชี้แจง และได้รับการยืนยันในความถูกต้องจากกองงานพระราชพิธี แต่ทุกวันนี้ดูเหมือนนายสนธิยังไม่ยอมเลิกรา ในแต่ละเรื่องที่นายสนธิ ลิ้มทองกุลนำมาเป็นประเด็นกล่าวหาพ.ต.ท.ทักษิณ ล้วนเป็นข้อกล่าวหาที่ฉกาจฉกรรจ์และอ่อนไหวในความรู้สึกของสังคมคนไทยทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชสองพระองค์นั้น โดยความเป็นจริงแล้วเป็นเหตุสืบเนื่องจาก สมเด็จพระญาญสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาปริณายกทรงพระประชวร จึงได้มีการแต่งตั้งคณะผู้ปฎิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชขึ้นมา โดย มีสมเด็จพระพุทฒาจารย์วัดสระเกศเป็นประธาน ก็เท่านั้นเอง ไม่ใช่การแต่งตั้งสมเด็จ พระสังฆราชสองพระองค์อย่างที่นายสนธิจงใจที่จะกล่าวหา

ท่านผู้อ่านคงจำได้นะครับว่า กรณีแต่งตั้งสมเด็จพระพุทฒาจารย์เป็นประธานคณะ ปฎิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชนั้น ได้ถูกหลวงตามหาบัวต่อต้านและคัดค้านถึง กับให้นายทองก้อนศิษย์เอกทำหนังสือถวายฎีกาให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปลด ออกจากตำแหน่งเลยทีเดียว จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมนายสนธิจึงต้องเอาเป็นเอาตาย กับเรื่องนี้ นั่นก็เป็นเพราะว่านายสนธิ ต้องการอาศัยบารมีหลวงตามหาบัวขึ้นมาต่อกรกับพ.ต.ท.ทักษิณ โดยเอาวัดป่าบ้านตาดเป็นเวทีสู้รบ เพื่อขยายผลเรียกร้องความเห็นใจ ว่า กำลังถูกอำนาจรัฐคุกคามเอาชีวิตให้เห็นเป็นเรื่องสมจริงยิ่งขึ้น

การโจมตีรัฐบาลด้วยข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินความจริงจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เด็ดขาด ถ้าไม่ได้รับไฟเขียวจากบุคคลที่มากด้วยบารมี จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมกลุ่มนักวิชาการจึงออกมาช่วยประสานเสียงได้อย่างพอดิบพอดีหากไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า ดังนั้นข้อ กล่าวหาจึงมีเพิ่มมากขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน การหลีกเลี่ยงเสียภาษี ตลอดจนโครงการต่างๆในรัฐบาลทักษิณมีการกล่าวหากันว่าทุจริต จนเป็นที่มาของคำว่าโครตรานุวัตรหรือโกงทั้งโคตร และถูกนายสนธิ แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวบรวมมาโจมตีจนกระทั่งทุกวันนี้ รวมหลายสิบข้อหาแบบครบวงจรว่าเป็นคนขายชาติ ทำลายศาสนา ล้มล้างพระมหากษัตริย์ การที่พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน รับลูกเอาข้อมูลเก่าที่นายสนธิโจมตีพ.ต.ท.ทักษิณมาเล่น ต่อ ด้วยการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า “พวกเราทุกคนที่รับราชการหรือทำธุรกิจใดก็ตาม แม้คนขายก๋วยเตี๋ยวชามละสามสิบบาทยังต้องเสียภาษีให้รัฐ ผมเป็นข้าราชการรับเงินเดือน ๑๒ เดือนต้องเสียภาษีให้รัฐประมาณหนึ่งเดือน แต่คนขายหุ้น ๗๕,๐๐๐ล้านจะต้องควรเสียภาษีหรือไม่ ผมถือว่าเป็นเหมือนกับการเลี่ยงภาษีอย่างชัดเจน ซึ่งผู้นำสูงสุดทางการเมืองของประเทศไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้แล้วยังมีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ข้อกล่าวหาอีก ๘๐ เรื่องที่นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลไม่ได้ชี้แจงข้อกล่าวหารวมทั้งการประกอบพิธีทำบุญประเทศในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม นอกจากนี้ระบบการตรวจสอบทางการเมืองโดยสภาผู้แทนก็ ไม่สามารถดำเนินการได้ องค์กรอิสระทั้งหลายก็ตกอยู่ใต้อิทธิพลของรัฐบาล (มติชนสุดสัปดาห์ฉบับที่ ๑๓๗๕ หน้า๒๙)

ข้อมูลเก่าที่ไม่สามารถเอาผิดได้ในแง่มุมของกฎหมายแต่ถูกนำมาตอกย้ำซ้ำซากเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง เป็นการส่อเจตนาให้เห็นอย่าง ชัดเจนว่า “เมื่อกฎหมายเอาผิดไม่ได้ ก็ต้องยัดเยียดความผิดในด้านจริยธรรมเพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นจำเลยต่อสังคมให้จงได้“ เพียงเพื่อทำลายให้พ้นเส้นทางการเมือง

กรณีมีพระบัญชาปลดสมเด็จพระพุทฒาจารย์วัดสระเกศมาเป็น สมเด็จพระมหาธีร จารย์วัดชนะสงคราม เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๙ แล้วได้ถูกปฎิเสธจากพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์และคุณหญิงทิพวดี เมษสวรรค์ พร้อมกับให้ความเห็นว่าเป็นพระบัญชาปลอม แต่ก็ได้รับการสวนหมัดทันควันจากพล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียนที่ออกมา ยืนยันว่าเป็นพระบัญชาที่ถูกต้องของจริง สร้างความสับสนให้กับผู้คนทั่วทั้งประเทศแต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลที่จะดำเนินการให้เป็นที่กระจ่างก็เป็นอีกประเด็นที่ชี้ให้เห็นว่ากฎหมายไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญในการบริหารบ้านเมืองในปัจจุบัน เพราะถูกปกครองด้วยระบอบเปรมาธิปไตยที่ใช้หลักจริยธรรมแทนกฎหมายบ้านเมือง

การไม่บังคับใช้กฎหมายด้วยการยึดหลักคุณธรรมและจริยธรรมที่ไม่มีมาตรฐานกำหนดผิดถูกที่แน่ชัดตามระบอบเปรมาธิปไตยย่อมเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายที่เป็นพลพรรค ของตัวเองได้เป็นอย่างดี อย่างเช่นกรณีความที่ฟ้องร้องนายสนธิในความผิดเรื่องหมิ่น เบื้องสูง ที่ได้รับการถอนฟ้องด้วยข้ออ้างเพื่อความสมานฉันท์ ในขณะเดียวกันกลับมี การขุดคุ้ยความผิดในข้อหาเดียวกันนี้เพื่อดำเนินคดีในทางอาญากับพ.ต.ท.ทักษิณ และ ที่ร้ายไปกว่านั้น ในเวลานี้ได้มีการคุกคามและข่มขู่สื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์หรือทีวี ไม่ให้เสนอภาพและข่าวพ.ต.ท.ทักษิณและอดีตนักการเมือง แต่ในเวลาเดียวกัน รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของนายสนธิกลับมีข้อยกเว้นและมีเสรีภาพในการเสนอข่าวชนิดเกินขอบเขตอย่างเห็นได้ชัด นายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เพียงแต่ได้รับการยกเว้นในการเสนอข่าวเท่านั้น แม้การวิพากณ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศที่เต็มไปด้วยถ้อยคำที่ก้าวร้าวรุนแรงและหยาบคายก็ได้รับการยกเว้น ก็เลยทำให้ภาพความเป็นอภิสิทธิ์ชนของนายสนธิดูเด่นเป็นสง่าไม่ต่างจากภาพของรัฐบุรุษ ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้นายสนธิสามารถจาบจ้วงหรือโจมตีใครก็ตามที่ตัวเองไม่ชอบโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่เว้นแม้รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์อย่างม.ร.ว.ปริดิยา ธร เทว กุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง นายนิตย์ พิบูลย์สงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนาย วิจิตร ศรีสะอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรววงศึกษาธิการ และใช่เพียงเท่านี้ฝ่ายความมั่นคงในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติที่ร่วมทำการรัฐประหารอย่าง พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ที่ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมและเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคง ตลอดจน พล.ต.อ.โกวิทย์ วัฒนะ ผู้บัญชา การตำรวจแห่งชาติและรองคณะมนตรีความมั่นคงแห่ง ชาติต่างล้วนถูกก่นด่าขับไล่แบบสาดเสียเทเสียมาแล้วทั้งสิ้น นั่นก็ไม่ใช่เพราะผู้มีบารมีอยู่เบื้องหลังดอกหรือ นายสนธิถึงได้มีอิทธิพลพอที่จะทำสิ่งดังกล่าวอีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากฎหมายไม่มีผลบังคับใช้แล้วสำหรับบางคนในประเทศไทย

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นอกจากอาศัยความเป็นนักสร้างภาพมอมเมาสังคมใน สิ่งที่ไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้ดังเช่นเรื่องจริยธรรมและคุณธรรมดังกล่าวแล้ว ยังมีความพยายามที่จะกระพือโหมให้สังคมเชื่อถือและกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็นโดยไม่คำนึงถึงเหตุผลและหลักความเป็นจริง นั่นก็คือ ประเทศชาติเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ทั้งนี้เพื่อประกอบเหตุผลในการสาบแช่งบุคคลที่ตัวเองไม่ชอบว่าเป็นผู้ทรยศต่อแผ่นดินจนมีอันต้องเป็นไปอย่างกรณีที่เกิดขึ้นกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ในเวลานี้

นอกจากนี้แล้วสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพสักการะ อันเกิดจากพระราช กรณียกิจ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดำเนินมาอย่างยาวนาน เพื่อความผาสุข ของปวงชนชาวไทย จนเป็นที่ประจักษ์และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณปรากฎไปสู่ทั่วทุกมุมโลก แทนที่จะถ่ายทอดให้ลูกหลานได้เห็นซึ้งถึงพระเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ กลับถูกจำกัดความให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ห้ามละเมิดห้ามวิจารณ์ จึงทำให้กลายเป็นความ เกรงกลัว เมื่อนึกถึงองค์พระประมุข ทั้งๆที่พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาต่อ อาณาประชาราษฎร์ เพื่อเป็นการยืนยันว่าบทความทั้งหมดที่นำเสนอมานี้ ไม่ได้เขียนขึ้นด้วยความมีอคติ หรือมีความเกลียดชังเปรมเป็นการส่วนตัว แต่หากเขียนขึ้นด้วยความรู้สึกที่อยากเห็นความถูกต้องและเป็นธรรมในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ดังนั้นผมจึงขออัญเชิญกระแสพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๘ มาให้ท่านผู้อ่านได้ร่วมกันพิจารณาในความบางตอนดังต่อไปนี้

“ในระบอบรัฐธรรมนูญที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระเจ้าอยู่หัวผิดไม่ได้ เขาพูดอย่างนั้น The King can do no wrong เหมือนท่าน องคมนตรีชอบพูดว่าต้องอ้างภาษาอังกฤษ แต่เวลา The King บอกว่า The King can do no wrong ก็เป็นสิ่งที่ wrong แล้วผิดแล้ว ไม่ควรพูดอย่างนั้น ความจริงเวลาอ่านตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญภาษาอังกฤษมีตำราอ้างอยู่เสมอ แล้วคนที่เรียนภาษาอังกฤษเรียนกฎหมายอังกฤษก็ต้องอ้างเสมอเรื่อง The king can do no wrong และนักกฎหมายแถวยี้ก็พยักหน้าว่าใช่“ “ความจริง The King can do no wrong เป็นการดูถูก The King อย่างมากเพราะว่า The King ทำไมจะ do no wrong ไม่ได้ แสดงให้เห็นว่า เขาถือว่า The King ไม่ใช่คน“ “จริงๆอยากให้วิจารณ์เพราะว่าเราทำอะไรก็ต้องรู้ว่า เค้าเห็นดีหรือไม่ดี ถ้าไม่พูด ก็หาว่า ทำดีแล้ว แต่แท้จริงที่พูดที่ออกข่าวให้สัมภาษณ์บอกว่าอย่าไปวิจารณ์ The King ต้องบอกว่าอย่าไปวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว เพราะว่าไม่ควร ในรัฐ ธรรมนูญก็มีอยู่ว่าละเมิดไม่ได้ นักกฎหมายก็พยักหน้าอีกแล้วว่าถูกต้องว่าไม่ควรจะวิจารณ์ วิจารณ์ไม่ได้ ละเมิดไม่ได้“ “แต่ว่าถ้าพูดว่าพระเจ้าอยู่หัวทำถูก ไม่ใช่ละเมิด เป็นการพูดภาษาอังกฤษ approve approve พระเจ้าอยู่หัวเห็นชอบด้วย แต่ไม่มีใครมาเห็นว่า พระเจ้าอยู่หัวพูดดีพูดถูก แต่ว่าความจริงก็ต้องวิจารณ์บ้างเหมือนกัน และก็ไม่กลัวว่าถ้าใครจะมาวิจารณ์ว่า ทำไมไม่ดีตรงนั้น ตรงนั้น จะได้รู้ เพราะว่าถ้าบอกว่า พระเจ้าอยู่หัวไปวิจารณ์ท่านไม่ได้ ก็หมายความว่า พระเจ้าอยู่หัวไม่ใช่คน ไม่วิจารณ์“

การบิดเบือนกระแสพระราชดำรัสของกลุ่มคนที่อยู่ภายใต้อิทธิพลในระบอบเปรมาธิป ไตย ไม่ว่าจะเป็นกระแสพระราชดำรัสเกี่ยวกับความพอเพียงก็ดี หรือการมอมเมาให้ สัง คมหลงและงมงายเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น ทำให้เกิดความเกรงกลัวอย่างไม่มีเหตุผลนี่เอง จึงปรากฎมีผู้คนเริ่มมานั่งรอกราบไหว้พล.อ.เปรม อยู่ข้างทางเหมือนรอรับเสด็จด้วย ความเข้าใจผิด

Back to Table of Contents



Advertise with us!






© Copyright arkomsydney.com 2007