Additional Article 4
๒๔ มิ.ย. ๒๕๕๐
ศาลไม่ใช่เทวดา
หัวข้อเรื่อง “ศาลไม่ใช่เทวดา” ที่ผมกำลังเขียนถึงนี้ไม่ได้หมายความว่าผมปฏิเสธองค์กรตุลาการที่ทำหน้าที่ยุติธรรมนะครับ แต่ผมกำลังหมายถึงผู้ทำหน้าที่กระบวนการยุติธรรมที่มีอำนาจพิจารณาตัดสินชี้เป็นชี้ตายให้ผู้คนในเวลานี้นั้น มันมีความยุติธรรมน่าเชื่อถือหรือไม่อย่างไร เพราะมีปรากฏการณ์ที่ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เกือบทั้งประเทศ
มีอันต้องกังขาและตลึงกับคำตัดสินขององค์กรแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินจำคุกอดีตสามกกต. ที่มีคนคัดค้านด้วยเห็นว่าไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม แต่สุดท้ายก็มีเสียงคำรามสำทับจากศาลว่าห้ามวิจารณ์โดยมีคนถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นศาล นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่ออดีตที่ผ่านมาไม่ถึงปี
แต่แล้วเมื่อวันที่ ๓๐ พ.ค. ที่ผ่านมานี้ก็มีเรื่องสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทุกวงการและทุกภาคส่วน อันสืบเนื่องจากการตัดสินคดียุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค ๑๑๑ คนของไทยรักไทย โดยตุลาการรัฐธรรมนูญ
ที่มาจากกลุ่มโจรทหารที่ยึดอำนาจ การตัดสินให้พรรคไทยรักไทยผิดในทุกกรณี ชั่วใน
ทุกๆเรื่อง ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ยกฟ้องทุกข้อกล่าวหาและพิพากษาให้เป็นผู้บริสุทธิ์ทุกกระทงความผิด การตัดสินที่ไร้ความเป็นธรรมนี่เองทำให้เกิดเป็นประเด็น
คำถามและถูกวิพากวิจารณ์จากคนทุกระดับในสังคม พลันก็มีคำว่าหมิ่นศาลล่องลอย
ออกมาให้ได้ยินอีก
ในประเด็นตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่มีการตอกย้ำซ้ำซากจากปากนายสนธิ ลิ้มทองกุลว่า
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำคำว่าศาลเพื่อให้เข้าใจว่ามีอำนาจในการตัดสิน ไม่
ใช่เป็นเพียงแต่ตุลาการ อันบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของนายสนธิ ได้เป็นอย่างดีว่า มีความปรารถนาที่จะติดปัญญาให้กับประชาชนได้มีความรู้แบบองค์รวมอย่างที่พูดหรือ ไม่อย่างไร การบิดเบือนพูดดำให้เป็นขาว พยายามกล่าวเรื่องเท็จให้เป็นจริง หลายเรื่องกุขึ้นมาเองอย่างหน้าด้านๆปราศจากความรับผิดชอบ เพียงเพื่อความสะใจในการระบายแค้น นับได้ไหมว่าเป็นการเอาธรรมนำหน้า ที่สำคัญที่สุดนายสนธิยังได้เรียกร้องด้วยความปรารถนาดีให้คนซีกฝั่งไทยรักไทยให้ยอมรับคำตัดสิน โดยพยายามอธิบายว่าคณะตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญ (ตุลาการรัฐธรรมนูญ) ชุดนี้มีที่มาจากประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง และประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตลอดจนอีกหลายๆท่านก็ล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและมีตำแหน่งสำคัญอยู่ในองค์กรตุลาการทั้งสิ้น จึงมีความน่าเชื่อถือและยุติธรรมอย่างที่สุด ทั้งหมดนี้คือความรู้สึกของนายสนธิ
เมื่อคืนวันที่ ๒๓ มิ.ย. ดร.จักรภพ เพ็ญแข ได้นำเทปบันทึกเสียงมาฟ้องประชาชนกลาง
ท้องสนามหลวง เพื่อเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลขององค์กรที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความ
ยุติธรรมมาเปิดเผย ก็มีเสียงเตือนมาให้ได้ยินอีกว่า “นายจักรภพ ต้องระวัง จะโดนข้อหาหมิ่นศาล” เมื่อเป็นเช่นนี้ผมก็จะมีคำเตือนมายังศาลด้วยเช่นกัน ไม่ว่าพวกคุณ( ไม่ขอใช้คำว่าท่าน) จะเป็นประธานศาลอะไรก็ตาม แต่บนความเป็นจริงพวกคุณก็คือคน ไม่ใช่เทวดา แล้วก็อย่าได้หลงผิดคิดชั่วว่าตัวเองยิ่งใหญ่จนใครจะแตะต้องไม่ได้ และให้สำเหนียกด้วยว่าไม่มีอำนาจใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าอำนาจปวงชน
อำนาจปวงชนอันหมายถึง “อำนาจอธิปไตย” พวกคุณใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชนภายใต้กฏหมายรัฐธรรมนูญ แต่อำนาจปวงชนที่พวกคุณใช้แทนพวกเรามันฝืนความรู้สึกของประชาชน นั่นหมายความว่าพวกคุณกำลังหมิ่นประชาชน และผมจะขอเตือนพวกคุณด้วยว่า เมื่อไหร่มีคำตัดสินจากศาลประชาชนขึ้นมา พวกคุณจะไม่มีแผ่นดินจะอยู่ เพราะพวกคุณกำลังทำตัวรับใช้เผด็จการโดยไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม (กล่าวถึงบางคนในองค์กรนี้เท่านั้นครับ) ถ้าหากพี่น้องยังเกรงกลัวกับกฏหมายหมิ่นตามคำขู่อยู่ พวกมันก็จะยังคงย่ำยีอย่างนี้ตลอดไป
นอกจากนี้แล้วผมยังมีเรื่องสำคัญที่จะบอกเล่าให้พี่น้องได้ทราบ เพื่อที่จะได้รู้เท่าทันพวก
เผด็จการหรือทหารโจรนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่พวกเผด็จการมีความกลัวเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือ ระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นระบอบที่มีการตรวจสอบ พวกโจรมันไม่ชอบครับ
เรื่องการตรวจสอบ มันจึงต้องทำการยึดอำนาจ และผู้ที่ยึดอำนาจตัวจริงในครั้งนี้นั้นไม่ใช่ทั้งสนธิบังหรือสพรั่ง เพราะคนหนึ่งเดียงสาเหมือนทารก คิดอะไรไม่เคยเกินหน้าผากตัวเอง หรือมองอะไรก็ไม่เคยมองพ้นปลายจมูก ส่วนอีกคนหนึ่งโง่และมุมมามกับปากพล่อย มันสองคนเป็นแค่เบี้ยให้เฒ๋าหัวหงอกแห่งบ้านสี่เสาเท่านั้น ถ้าจะล้มคมช.จริงๆต้องจัดการที่ต้นตอ โดยเริ่มจากการทวงคืนบ้านหลวงที่มันยึดเป็นกองบัญชาการคืนมาเสียก่อน และขอให้พี่น้องเข้าใจด้วยว่าของหลวงทุกชิ้นนั้นประชาชนเป็นเจ้าของที่แท้จริง
เมื่อกองบัญชาการมันถูกยุบแล้ว ก็ถึงคราวที่จะต้องตัดท่อน้ำเลี้ยงของมันด้วย ท่อน้ำเลี้ยง
ของเฒ่าหัวหงอกนั้นใหญ่ยิ่งไม่มีใครเกินอีกแล้วในประเทศไทย นั่นก็คือธนาคารกรุง เทพและลูกค้าชั้นดีหนึ่งร้อยอันดับต้นๆ ที่ร่วมลงขันสนับสนุนให้เปรมอยู่บนอำนาจมาตลอดสามสิบปี นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เป็นเพียงเจ้าภาพให้นายสนธิลิ้ม โดยหวังทวงคืนธุรกิจจากปตท.เท่านั้น แต่ธนาคารกรุงเทพเป็นนายทุนให้เปรมมีอำนาจเพื่อกลืนชาติครับ ธนาคารกรุงเทพเคยส่งนายบุญชู โรจนเสถียร เข้าไปคุมกลไกเศรษฐกิจในรัฐบาลเปรมจนทำให้ข้าวสารและน้ำตาลขาดตลาด อันเกิดจากการกักตุนสินค้า
ธนาคารกรุงเทพยังเคยส่งนายอำนวย วีรวรรณ เข้าไปดูแลด้านเศรษฐกิจ เพื่อช่วยนาย
บุญชูในสมัยรัฐบาลเปรม และครั้งสุดท้ายเข้าร่วมรัฐบาลพล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ
ซึ่งก็นับได้ว่าเป็นลูกป๋าคนหนึ่งเหมือนกัน จนกระทั่งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจและมีการลดค่าเงินบาท นายอำนวยก็ไปตั้งหลักซื้อดอลลาร์อยู่ที่ธนาคารกรุงเทพสาขาฮ่องกง ถามหน่อยว่านายชาตรีแห่งธนาคารกรุงเทพได้ประโยขน์หรือไม่จากการลดค่าเงินบาทในครั้งนั้น ในประเด็นผู้ที่ได้ประโยชน์จากการลดค่าเงิน ที่นายสนธิลิ้มโจมตีว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ประโยชน์จากการนี้ เนื่องเพราะนายทนง พิทยะเป็นรัฐมนตรีคลัง ผมอยากท้าให้นายสนธิลิ้มไปตรวจสอบดูว่า ตอนวิกฤติเศรษฐกิจปี ๔๐ นั้นใครกันแน่ที่นั่งอยู่บนตำแหน่งรัฐมนตรีคลังก่อนกัน ระหว่างนายอำนวย วีรวรรณและนายทนง พิทยะ
เมื่อโค่นล้มเปรมได้แล้ว คมช. คตศ. สสร.หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นจากการแต่งตั้งของ
อำนาจเถื่อนก็จะถึงการอวสานเอง แล้วถึงเวลานั้นการที่จะปฏิรูปเพื่อให้ระบอบประชา ธิปไตยอยู่ยั่งยืนถาวรอย่างไรก็เป็นเรื่องไม่ยาก แต่สำคัญที่สุดต้องอย่าปล่อย
ให้มีเชื้อร้ายอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล และกุนซือที่ชื่อว่าชัยอนันท์ สมุทวณิช ปราโมทย์ นาครทรรพ ธีรภัทร เสรีรังสรรค์ และนักวิชาการโฉดอีกจำนวนหนึ่ง (จะนำเสนอในโอกาศต่อไป)ให้ลอยนวล
ถ้าหากจะพูดถึงนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผมคงต้องใช้เวลามากกว่านี้ เพราะครอบครัวคนแซ่ลิ้มตระกูลนี้มีตำนานเล่าขานยาวนานกว่าหกสิบปี ในที่นี้จะขอกล่าวโดยย่อว่า สงคราม กลางเมืองที่แย่งชิงอำนาจในประเทศจีนภายหลังโค่นล้มอำนาจพระนางเยี่ยเหอนาลาหรือที่รู้จักกันในนามซูสีไทเฮา ระหว่างพรรคประชาชน (ก๊กหมิงตั้ง)ที่มีนายพลเจียงไคเช็ค เป็นผู้นำ กับพรรคคอมมิวนิสต์ (กั่งสัวตั้ง) มีประธานเหมาเจ๋อตงเป็นผู้นำ การสู้รบในครั้งนั้น ไม่เพียงแต่ทำให้คนทั้งแผ่นดินแตกแยกเท่านั้น หากแต่คนจีนโพ้นทะเลที่
อพยพไปอยู่ในประเทศต่างๆก็พลอยเกิดความแตกแยกไปด้วย
สำหรับคนจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยก็หนีไม่พ้นกฏเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งมีการแบ่งฝ่ายกันชัดเจน กลุ่มใหญ่ที่สุดมีชื่อว่า “อั่งยี่” (อักษรสีแดง) พวกนี้จะสักอักษรจีนสีแดงเป็นสัญลักษณ์ จะมีสมาคมจีนเคลื่อนไหวแบบลับๆในการรวบรวมเงินไปช่วยรัฐบาลก๊กหมิ่งตั้งของจอมพลเจียงไคเช็ค ในขณะเดียวกันก็มีก๊กเล็กก๊กน้อย ที่เรียกว่า “หลักกัก” (หกเหลี่ยม) สักรูปหกเหลี่ยมเป็นสัญลักษณ์ และพวก “ซาเตี้ยม” (สามจุด) สักรูปสามจุดเป็นสัญลักษณ์ ขบวนการเหล่านี้ได้สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้ รัฐบาลไทยในสมัยนั้นอยู่ไม่น้อย เพราะมีการเข่นฆ่า ลอบทำร้ายกันเป็นรายวัน
นายกสมาคมจีนท่านหนึ่ง(ขอสงวนนามเพราะลูกหลานเขายังมีตัวตนอยู่จนทุกวันนี้) ที่เป็นเจ้าของร้านขายยาตรงหัวมุมถนนเยาวราชได้ถูกยิงตายหน้าโรงเรียนเผยอิง ถนนทรงวาด จึงทำให้ตำแหน่งนายกสมาคมจีนแทบจะไม่มีใครต้องการ ทั้งๆที่ยามปรกติเป็นตำแหน่งที่มีการแย่งชิงกันเพราะมีผลประโยชน์มากมายมหาศาลในกลุ่มพ่อค้าคนจีน เมื่อนายกสมาคมจีนถูกลอบสังหาร การรวบรวมเงินเพื่อส่งไปช่วยรบในประเทศจีนจึงต้องมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น สงครามยิ่งนานวันความแตกแยกและเปลี่ยนฝ่ายก็ยิ่งรุนแรงไปตามกระแสแย่งชิงมวลชนของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายคอมมิวนิสต์ของเหมาเจ๋อตงมีความเข้มงวดมาก กับการเดินทัพโดยมีกฏเหล็กห้ามรังแกหรือเบียดเบียนประชาชน ในขณะที่ฝ่ายพรรคประชาชนของนายพลเจียงไคเช็คเข้าตีฐานที่มั่นของฝ่ายคอมมิวนิสต์ ที่ไหนก็ตาม แต่ ไม่เคยลืมที่จะหยิบของชาวบ้านติดไม้ติดมือ(เหมือนสพรั่ง)ไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการกระทำการทารุนและข่มขืนอยู่เป็นประจำ
การสงครามควบคู่ไปกับการโฆษณาเพื่อแย่งชิงมวลชนขับเคี่ยวกันรุนแรงเท่าไหร่ การเข่นฆ่าและลอบทำร้ายสำหรับกลุ่มผู้แบ่งฝ่ายถือข้างก็มีความรุนแรงตามไปด้วยเท่านั้น ดังนั้นการที่จะรวบรวมเงินทองเพื่อส่งไปสนับสนุนการสู้รบในประเทศ จึงต้องยิ่งเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ดังนั้นบทบาทของหนังสือพิมพ์จีนที่เสนอข่าวจึงก้าวเข้ามามีบทบาทในการรับบริจาคเงินเพื่อส่งไปช่วยการสงครามในประเทศอีกทางหนึ่ง โกเชียรผู้ซึ่งทำหนังสือพิมพ์จีนเล็กๆในเวลานั้น ซึ่งก็เป็นพ่อของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็คือคนหนึ่งที่อาสารับบริจาค เงินบริจาคที่มาจากทุกสารทิศเป็นเงินมหาศาล ที่ทำให้ครอบครัวแซ่ลิ้มตระกูลนี้มีฐานะร่ำรวยขึ้นอย่างผิดหูผิดตา
ว่ากันว่าโกเชียรรับบริจาคเงินเพื่อส่งไปช่วยก๊กหมิ่งตั้ง อันมีสาเหตุจากการเคยเป็น
สมาชิกก๊กหมิ่งตั้งก่อนที่จะอพยบครอบครัวหนีทหารมาอยู่เมืองไทย แต่การที่ทำหน้า
ที่รวบรวมเงินไปช่วยพรรคก๊กหมิ่งตั้ง ก็มีส่วนในการลบล้างความผิดในข้อหาหนีทหารได้ และทำให้นายสนธิในฐานะทายาทโกเชียรได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากรัฐบาลไต้หวันเมื่อครั้งที่โกเชียรส่งไปเรียนอยู่ที่นั่น ส่วนสาเหตุที่โกเชียรและนางไชย้งผู้ภรรยา
ตายอย่างเป็นปริศนาดำมืดนั้น มันมีที่มาจากการแอบรับเงินบริจาคทั้งสองฝ่าย และเมื่อ
ปี ๒๔๙๒ สงครามยุติมีการฮุบเงินบริจาคทั้งหมดเป็นของตน นายสนธิ ลิ้มทองกุลจึงเป็น ลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้น เจ้าของทฤษฎีสามไม่คือ ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย พร้อมกับประกาศตัวเป็นลูกหลานพระเจ้าตาก ด้วยการชักดาบนั่นเอง
Back to Table of Contents
|