The Thin Red Line

เสื้อแดงเดือนเมษา : ตอน1 - ผู้คน ดินฟ้าอากาศ และการ์ดผู้แข็งขันรอบทำเนียบฯ

ส่งมาเมื่อ 28 พ.ค. 2009 - 00:10:42.  หมวด: (ยังไม่ได้กำหนด)  ป้าย:

 กรกช  เพียงใจ

 

ใครบางคนบอกว่า "ข้อเท็จจริง" (fact) นั้นแตกต่างจาก "ความจริง"  (truth)

บันทึกนี้จึงอาจกล่าวอ้างได้เพียงว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงอันมากมายมหาศาล

แต่ก็คือทั้งหมดที่ฉันเห็น สังเกต และรู้สึก ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

มนุษย์ผู้ไม่ได้ไปอยู่ ณ จุดปะทะสำคัญใดๆ  กับเขาเลย

หากใครคาดหวังเช่นนั้น ขออภัยล่วงหน้า ....

 

- - - - - - - - - - - -

 

ค่ำวันที่ 12 เมษายน 2552

ไม่มีใครออกปากบอกให้ออกไปดูพื้นที่หรอก เพราะสถานการณ์ดูเหมือนรุนแรงขึ้นทุกขณะ ตลอดทั้งวันทีวีฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงเหตุการณ์คนเสื้อแดงบุกทุบรถที่คาดว่ามีนายกฯ นั่งอยู่ ทุบรถเลขานายกฯ ลากเอาตัวออกมาได้ที่กระทรวงมหาดไทย ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวคนเสื้อแดงบุกที่ประชุมผู้นำอาเซียนที่พัทยา ปะทะคนเสื้อน้ำเงิน นายกรัฐมนตรีประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทหารฮึ่มๆ ทยอยเคลื่อนเข้ากรุง ฯลฯ  

ท่ามกลางข่าววุ่นวายทั้งหลาย และเงื่อนไขที่กำลังใกล้สู่การปราบปราม ฉันตัดสินใจเดินทางจากบ้านย่านชานเมืองไปหาเพื่อนสมัยเรียนที่พักอยู่ที่อพาร์ตเม้นท์แถวสะพานผ่านฟ้าโดยไม่บอกใคร เพราะกลัวโดนทัดทาน

"เค้าปิดถนนหมดแล้ว ถ้าแกหาทางมาถึงนี่ให้ได้ก็โอเค มันไม่เหลือทางไหนนอกจากแกจะเหาะมา" แม้แต่เพื่อนรักยังประเมินแบบไม่เข้าข้าง

หลังจากเดินเข้าเดินออกประตูบ้านอยู่หลายรอบ จึงตัดสินใจใช้บริการมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ซึ่งเขาก็ไม่รับปากว่าจะไปส่งได้ถึงที่อยู่ดี

 

0000

สภาพของกรุงเทพฯ คืนนั้นในยามสองสามทุ่ม ดูเงียบเชียบผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด มอเตอร์ไซค์คันน้อยวิ่งฉิวเกินไปจนทำให้รู้สึกวังเวง แล้วเราก็เริ่มพบด่านสกัดตั้งแต่แยกศรีอยุธยา ไล่ไปถึงแยกราชเทวี อุรุพงษ์ ยมราช และตลอดทั้งเส้นหลานหลวงยาวถึงผ่านฟ้า มันเป็นด่านของกลุ่มคนเสื้อแดงที่บ้างก็เอารถแท็กซี่หรือรถเครื่องเสียงมากั้น บ้างไปยึดรถเมล์มาขวาง แต่ละจุดมีคนไม่มากนัก ตั้งแต่ยี่สิบกว่าคนถึงสี่ห้าสิบคน พวกเขากั้นไม่ให้รถวิ่ง แต่สำหรับมอเตอร์ไซด์แล้วผ่านได้ และมีคนเสื้อแดงบางคนคอยบอกเส้นทางที่สะดวกที่สุดในการสัญจร

ฉันแวะเอากระเป๋าไปเก็บที่หอเพื่อนซึ่งทำหน้าตกใจเหมือนว่าฉันเหาะมาจริงๆ แล้วก็ลากกล้องดิจิตอลป๊อกแป๊กที่มีออกเดินไปตามถนนราชดำเนินนอก มุ่งหน้าไปยังเวทีหลักที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงประมาณสี่ห้าทุ่ม ถนนเงียบเชียบ แต่ละแยกมีรถเมล์ขวางอยู่ พร้อมคนจำนวนหนึ่ง แต่ยิ่งใกล้ทำเนียบฯ คนก็เริ่มหนาแน่นขึ้น โดยบรรดาการ์ดที่พบเจอในทุกๆ จุด จะเห็นมีผู้หญิงร่วมอยู่ด้วยจำนวนไม่น้อย ฉันไม่รู้ว่าจุดอื่นๆ เป็นอย่างไร แต่บริเวณนี้พวกเขาดูไม่ถมึงทึงแบบการ์ดมืออาชีพสักเท่าไร หากแต่ดูกระตือรือร้นเกินปกติ บ้างถือไม้ประจำกาย บ้างเดินไปเดินมา เข้าใจว่าไม่ได้มีการจัดการเป็นระบบและอาศัย "การ์ดอาสา" เป็นหลัก เพราะฉันเห็นคนหนึ่งถือพลั่วด้วย

ที่แยก จปร.ฉันเจอกับรุ่นพี่ที่รู้จักคนหนึ่ง โดยปกติเขาเป็นนักศึกษาปริญญาโทที่มักสิงสถิตอยู่ในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งที่ค่อนข้างมีบรรยากาศการถกเถียงทางวิชาการสูง เขาชวนเพื่อนในเว็บบอร์ดมากันสองสามคน ใส่เสื้อยืดธรรมดาแต่มีผ้าพันคอแดงผูกไว้ ถามไถ่ไล่เรียงไปปรากฏว่าเพิ่งมาร่วมสมทบในช่วงเย็นหลังจากเขาปิดถนนกันแล้ว

"ไม่ไหว ต้องออกมาช่วยพวกเสื้อแดงหน่อย" เขาว่าอย่างนั้น

 ภาพ: สุเจน กรรพฤทธิ์

 

0000

ผู้คนในค่ำคืนนั้นหนาตากว่าปกติมาก มีจอโปรเจ็กเตอร์ฉายการปราศรัยจากเวทีใหญ่เพิ่มขึ้นหลายจุดบริเวณถนนราชดำเนินนอก มีคนนั่งกระจายดูการปราศรัยตามจุดต่างๆ มากพอสมควร เมื่อเดินไปในทำเนียบฯ บรรยากาศก็ยังคงคึกคัก แผงของกินยังเปิดขายละลานตา

ผู้ชุมนุมหลายคนเริ่มพักผ่อนเอาแรง ไล่ตั้งแต่นอนแผ่ในเต็นท์ ข้างถนน ไปจนถึงนั่งหลับอยู่ตามที่ต่างๆ ส่วนใหญ่ยังคงเป็นประชาชนจากต่างจังหวัดที่ปักหลักอยู่กันมาหลายวันแล้ว แต่จากการสอบถามก็พบว่ามีผู้ชุมนุมชาวกรุงเทพฯ หลายคนที่เคยไปๆ กลับๆ ตัดสินใจนอนค้างเพราะกลัวว่าจะมีการสลายการชุมนุมเร็วๆ นี้ ซึ่งไม่มีใครตอบได้ว่าเมื่อไหร่

เมื่อเดินสำรวจไปถึงแถวลานพระบรมรูปทรงม้าก็เห็นมีคนปักหลักอยู่พอสมควร นักข่าวฝรั่งคนหนึ่งมีปลอกแขน "PRESS" หมวกกันน็อก "PRESS" ขับมอเตอร์ไซด์ผ่านหน้าฉันซึ่งกำลังปวดขาอย่างยิ่งไป เขาไปจอดที่กลุ่มของนักข่าวฝรั่งที่กำลังสัมภาษณ์ลุงเสื้อแดงคนหนึ่ง เมื่อเดินเข้าไปใกล้ก็ได้พบนักข่าวไทยที่ทำงานในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับหนึ่งที่ฉันรู้จักอยู่ในนั้นด้วย เขาและกองทัพนักข่าวต่างประเทศจึงชวนฉันเดินไปสัมภาษณ์แกนนำหลังเวทีข้างทำเนียบฯ ด้วยกัน

ผู้ประสานงานหลังเวทีจัดแจงให้บรรดานักข่าวต่างประเทศ 6-7 คนขึ้นไปสัมภาษณ์แกนนำที่กำลังนอนหลับอยู่บนรถบัสหลังเวที แบบปลุกขึ้นมาจากเบาะแล้วนั่งคุยกันในนั้นเลย อาจเพราะข้างนอกเสียงดังตลอดเวลากระมัง เขาถึงได้อดทนคุยกันบนรถแบบค่อนข้างแออัด จรัล ดิษฐาอภิชัย คือเป้าหมาย ขณะที่ยังมีอีกสองสามคนนอนอยู่บนรถด้วย จรัลพูดถึงความยากลำบากในการคุมมวลชนที่เดินหน้าไปไกล และเรียกร้องให้แกนนำทำอะไรเสียบ้าง เช่น บุกบ้านพล.อ.เปรม (ติณสูลานนท์) และเขาต้องพยายามตามมวลชนให้ทัน โดยที่ก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างนับแต่นี้ อย่างไรก็ดี นี่สะท้อนภาวะบางอย่างของแกนนำ แต่อาจไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมด

จากนั้นจักรภาพ เพ็ญแข ก็เดินขึ้นมาและถูกนักข่าวถามเป็นรายต่อมา เขาพูดถึงความแตกต่างว่านี่ไม่ใช่สงครามกลางเมือง หากแต่เป็น civil war และรายละเอียดหลายอย่างที่ฉันได้ยินไม่ค่อยถนัด และกระทั่งถึงแปลไม่ออก นอกจากนี้เขายังเป็นล่ามให้สุรชัย แซ่ด่าน (ด่านวัฒนานุสรณ์) ที่ขึ้นมาให้ข่าวเรื่องที่กลุ่มเสื้อแดงยึดอาวุธสงครามจากรถจีเอ็มซีของทหารได้จากบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง และในเวลาต่อมาทางเวทีได้ฉายคลิปหลักฐานเหตุการณ์นี้ให้ผู้ชุมนุมดู มีอาวุธปืนเอ็ม 16 แบบพับฐานสองลังที่คนเสื้อแดงประสานทางตำรวจให้ยึดจากรถทหารนำไปเก็บไว้ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นคนบรรยายภาพคลิปนั้น และเรียกเสียงหัวเราะ เสียงเฮ จากผู้ชุมนุมได้เป็นระยะๆ

หลังจากนักข่าวต่างประเทศแยกย้ายกลับ นักข่าวหนังสือพิมพ์ไทยคนหนึ่งวิ่งเข้ามาถามนักข่าวหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่ฉันรู้จักว่าจักรภพพูดกับนักข่าวต่างประเทศอย่างไรบ้าง โดยให้เหตุผลว่าจักรภพมักพูดกับนักข่าวไทยอย่างหนึ่ง พูดกับนักข่าวต่างประเทศอีกแบบหนึ่ง นักข่าวหนังสือพิมพ์ต่างประเทศออกอาการเหนื่อย ขี้เกียจเล่า จึงเกิดการถกเถียงกันพักหนึ่ง ก่อนพวกเขาจะแยกย้ายต่างคนต่างไป

http://blogazine.prachatai.com/user/thethinredline/post/2055

 

เสื้อแดงเดือนเมษา: ตอน 2 - การปราบที่สามเหลี่ยมดินแดง ปริศนารูกระสุน และหัวอกแม่

ส่งมาเมื่อ 03 มิ.ย. 2009 - 15:12:15.  หมวด: (ยังไม่ได้กำหนด)  ป้าย:

 

 กรกช  เพียงใจ

 

 

ใครบางคนบอกว่า "ข้อเท็จจริง" (fact) นั้นแตกต่างจาก "ความจริง"  (truth)

 

บันทึกนี้จึงอาจกล่าวอ้างได้เพียงว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงอันมากมายมหาศาล

 

แต่ก็คือทั้งหมดที่ฉันเห็น สังเกต และรู้สึก ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

 

มนุษย์ผู้ไม่ได้ไปอยู่ ณ จุดปะทะสำคัญใดๆ  กับเขาเลย

 

หากใครคาดหวังเช่นนั้น ขออภัยล่วงหน้า ....

 

 

- - - - - - - - - - - -

 

 

วันที่ 13 เมษายน 2552

 

13 เม.ย. - เวลาประมาณ 4.00 น. ทหารได้เข้าสลายกลุ่มเสื้อแดงคนที่ปักหลักอยู่ที่สามเหลี่ยมดินแดง โดย น.พ.ชาตรี เจริญชีวกุล เลขาธิการศูนย์นเรนทร เปิดเผยถึงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บกรณีการสลายม็อบบริเวณสามเหลี่ยมดินแดงว่า มีผู้บาดเจ็บนำส่งโรงพยาบาลแล้วกว่า 60 คน ที่รพ.รามาฯจำนวน 23 คน รพ.ราชวิถี จำนวน 6 คน เนื่องมาจากถูกแก๊สน้ำตาและวัสดุของแข็ง จนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนทหารที่ได้รับบาดเจ็บได้นำส่งโรงพยาบาลพระมงกุฏ

 

พ.อ.สรรเสริฐ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงการสลายการชุมนุมว่า ประชาชนได้ร้องเรียนมาเป็นจำนวนมากบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ซึ่งทางทหารได้ประเมินสถานการณ์แล้วพบว่า กลุ่มผู้ชุมนุมมีประมาณ 300 คน จึงเข้าไปสลายการชุมนุม โดยก่อนการสลายนั้นได้ใช้เครื่องขยายเสียงประกาศให้ประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมให้สลายตัวไป ปรากฏว่าทางฝ่ายกลุ่มผู้ชุมนุมได้ใช้อาวุธปืนยิงลงมาจากทางด่วน ปาระเบิดเพลิงเข้าใส่ทหาร และได้ใช้รถเมล์พุ่งชนจนทหารได้รับบาดเจ็บไปกว่า 10 คน ทางทหารจึงได้ใช้อาวุธปืนยิง แต่ขอย้ำว่า เป็นการยิงขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่ นอกจากนี้ ยังใช้แก๊สน้ำตายิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมกับใช้กำลังทหารเดินหน้าตะลุยไป

 

ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมหลายคนระบุว่า ทหารได้บุกเข้ามาโดยไม่ได้แจ้งเตือน มีการใช้แก๊สน้ำตา และมีการใช้ปืนเอ็มสิบหกยิงขึ้นฟ้า รวมถึงใช้ปืนยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุมซึ่งมีอาวุธเพียงก้อนอิฐและไม้ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนหลายราย แต่ยังมีผู้เห็นเหตุการณ์ที่ทหารเข้าลากผู้ชุมนุมที่ถูกกระสุนปืนขึ้นรถจีเอ็มซีด้วย โดยมีการเล่าเหตุการณ์ดังกล่าวนี้บนเวทีปราศรัยหน้าทำเนียบฯ

 

ในช่วงสาย กลุ่มเสื้อแดงกลับมายังบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง และพยายามจะเข้าไปทวงศพคนเสื้อแดงที่พวกเขาคาดว่าเสียชีวิตแล้ว 2 คนที่รพ.ราชวิถี แต่แพทย์ระบุว่าอยู่ในห้องไอซียู ไม่ได้เสียชีวิต ส่วนที่บริเวณถนนศรีอยุธยา หน้าโรงพยาบาลสงฆ์ มีกลุ่มคนเสื้อแดงนำรถสิบล้อบรรทุกถังแก๊สขนาดใหญ่มาจอดทิ้งไว้ รวมถึงบริเวณสามเหลี่ยมดินแดงด้วย

 

ในช่วงเที่ยงทหารใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าและใช้น้ำฉีดใส่ผู้ชุมนุม ขณะที่ผู้ชุมนุมปาระเบิดเพลิง และก้อนหินเข้าใส่ทำหน้าที่ทำให้มีการปะทะกัน และทหารสามารถเคลียร์พื้นที่ได้ในที่สุด ช่วงบ่ายเกิดเหตุปะทะกันระหว่างคนเสื้อแดงและประชาชนไม่ทราบฝ่ายที่ถนนเพชรบุรี ซอย 5 ซอย 7 ขณะที่ทหารได้เคลื่อนกำลังเข้าปิดล้อมบริเวณโดยรอบทำเนียบฯ ได้ในช่วงเย็น จากนั้นในช่วงค่ำเกิดเหตุปะทะกันอีกบริเวณชุมชนนางเลิ้ง จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน

 

ความเคลื่อนไหวรอบนอก กลุ่มคนเสื้อแดงหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา โคราช อุดรฯ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ จันทบุรี พิษณุโลก ฯ ชุมนุมปิดถนนและล้อมศาลากลางจังหวัดทันที  เพื่อกดดันให้รัฐบาลปล่อยตัวนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง หนึ่งในแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ถูกควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดี  และต่อต้านการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินในเขตกทม.และปริมณฑล

 

 

 

 

 

เช้าวันที่ 13 เมษายน 2552

 

 

ราวตีห้ากว่า เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นพร้อมคำบอกเล่าว่าเกิดการปะทะกันแล้วที่แยกดินแดง ฉันและเพื่อนคว้ากล้องออกเดินกลับไปยังเวทีหน้าทำเนียบฯ อีกครั้ง ขณะที่ฝนตกพรำๆ คราวนี้บรรดาการ์ดเริ่มล้อมรถแท็กซี่ที่เปิดคลื่นวิทยุของพวกเขาติดตามข่าวสาร ฉันเดินเลยไปถึงแยกนางเลิ้ง ที่นี่กลุ่มการ์ดเริ่มรวมตัวกันหนาแน่นทั้งหญิงและชาย ถือไม้กันเป็นอาวุธเพื่อกันทหารเข้ามา  ระหว่างที่ถ่ายภาพบรรยากาศแถวนั้น มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาถามว่าถ่ายอะไรพร้อมบอกให้ลบรูปออก ท่าทีของเขาดูก้ำกึ่งระหว่างความสุภาพและการคุกคาม ฉันยอมลบภาพแต่โดยดี แต่เพื่อนกลับรู้สึกโมโหมากกับเรื่องนี้

 

"ทำไมแกไม่โกรธมั่งวะ เค้ามีสิทธิอะไรมาสั่ง"

 

"ก็ด่านเมื่อกี๊ถ่ายได้แล้ว ด่านนี้ถ่ายไม่ได้ก็ช่างมัน" ฉันตอบไปมั่วๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมไม่โกรธ

 

จากนั้นมีรถกระบะคันหนึ่งที่ขนคนมาเต็มคัน พวกเขาบอกว่ามาจากแยกดินแดง และเริ่มเล่าเรื่องราวที่ทหารยิงเข้ามาในกลุ่มคนเสื้อแดงด่านหน้าซึ่งมีแต่ไม้และอิฐเป็นอาวุธ พร้อมทั้งยืนยันว่าต้องมีคนเสียชีวิตแน่นอน "มันบ้าไปแล้ว คนมือเปล่ากับเอ็มสิบหก" เสียงผู้หญิงคนที่มากับรถกระบะตะโกนขึ้นมา

 

บรรยากาศค่อยๆ เริ่มตึงเครียดขึ้น พอดีกับที่ฟ้าเริ่มสาง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้งพร้อมคำแนะนำว่าควรไปเฝ้าดูยังโรงพยาบาลใกล้ที่เกิดเหตุ ฉันจึงแยกกับเพื่อนแล้วนั่งมอเตอร์ไซด์มุ่งหน้าไปโรงพยาบาลรามาธิบดี มอเตอร์ไซด์รับจ้างคันนั้นเปิดเผยตัวว่าเป็นการ์ดด้วยเหมือนกัน

 

ฉันถามเขาว่าทำไมต้องเผายางรถยนต์และเศษไม้ด้วยตามแยกที่ผ่านมา

"เผากันทหาร" เขาว่า

"ทหารไม่ใช่ยุงนะพี่"

.... เขาหัวเราะและไม่ว่าอะไรต่อ

 

0000

 

 

ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ดูเหมือนฉันจะคาดการณ์ผิดที่กะจะพบกองทัพนักข่าวที่มาเฝ้ารอติดตามสถานการณ์คนเจ็บ ฉันน่าจะเป็นคนแรกที่มาถึง ยังไม่ทันได้เดินเข้าไปในตัวอาคาร ก็พบกับพยาบาลอาสา-รถของการ์ดเสื้อแดงที่จอดอยู่ พวกเขาจับกลุ่มคุยกันอยู่ เมื่อเข้าไปสอบถาม การ์ดคนหนึ่งหน้าตาตึงเครียด อีกคนหนึ่งตาแดงๆ เขายืนยันกับฉันว่าเห็นคนถูกยิงและถูกลากขึ้นรถทหารอย่างรวดเร็วอย่างน้อย 2 คน "เราพยายามจะเข้าไปแย่งศพ แต่เขายิงขู่ไว้ตลอด" มันเป็นเรื่องน่าตกใจและพาให้ต้องถามซ้ำ "เห็นกับตาจริงๆ หรือ" เขายังคงยืนยันหนักแน่นเช่นนั้น

 

อีกคนหนึ่งบอกว่าเขาลากคนถูกยิงมาได้คนหนึ่งและอุ้มไปไว้ข้างทาง จากนั้นก็มีรถกระบะคล้ายหน่วยกู้ภัยแต่ไม่รู้ว่าหน่วยไหนเป็นคนนำร่างนั้นไป

 

ฉันไม่รู้ว่ามันจริงเท็จแค่ไหน คนเหล่านั้นเสียชีวิตหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดพวกเขาคงถูกยิง และมันต้องเป็นจุดปะทะที่หนักหนา จึงเดินขึ้นไปยังห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลโดยหวังว่าจะเป็นแหล่งที่ให้ความกระจ่างเรื่องจำนวนและอาการผู้บาดเจ็บได้ดีที่สุด เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ออกมาต้อนรับและบอกให้รอด้านนอก มี รปภ.คอยกันอย่างเข้มงวดให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องนั่งรอบนม้านั่งด้านนอกอาคาร

 

สักพักจึงเห็นหมอเหวง โตจิราการ เดินออกมาจากด้านใน ฉันรีบวิ่งเข้าไปสอบถาม ได้ความว่าที่นี่มีคนเจ็บเกือบ 20 คน ส่วนใหญ่โดนกระสุน ขณะที่เดินคุยกันนั้นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเดินออกมาเพื่อพาหมอเหวงไปเยี่ยมคนเจ็บที่อาการค่อนข้างหนัก ขณะที่ฉันเฝ้ารอรายงานจากทางเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ และพยายามจะพบหมอซักคนเพื่อพูดคุยรายละเอียด

 

กระทั่งหมอเหวงเดินกลับมาอีกครั้งและบอกว่า ได้เข้าเยี่ยมอาการคนที่โดนกระสุนเจาะที่สะโพกและลำคอซึ่งอาการปลอดภัยแล้ว และทางนิติเวชของโรงพยาบาลเก็บหัวกระสุนไว้ได้จำนวนหนึ่งด้วย จากนั้นเขาจึงขอตัวเพื่อตระเวนไปยังโรงพยาบาลแห่งอื่นๆ

 

สักพัก ฉันก็ได้เจอคุณหมอท่านหนึ่ง เขาบอกว่าเดี๋ยวจะให้เจ้าหน้าที่พิมพ์รายละเอียดทั้งหมดแจกนักข่าวอีกที ซึ่งบัดนี้เริ่มมีนักข่าวทีวีบางช่อง และหนังสือพิมพ์อีกสองฉบับที่เข้ามายังโรงพยาบาล

 

เมื่อได้รับแถลงการณ์ ในนั้นระบุว่า "แถลงการณ์วันที่ 13 เมษายน จากการสลายการชุมนุมในช่วงเช้าวันที่ 13 เมษายน 2552 ปรากฏว่าได้มีผู้บาดเจ็บเข้มารับการรักษาตัวที่รพ.รามาธิบดี ตั้งแต่เวลา 05.00-6.10 น. จำนวน 24 ราย เป็นชาย 22 รายและหญิง 2 ราย โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องรับไว้ใน รพ. 2 ราย จากบาดแผลที่ข้อเข่า 1 ราย และบาดแผลที่คอแขนและขาจากสะเก็ดระเบิด 1 ราย ที่เหลืออีก 22 ราย เป็นแผลเล็กน้อย ตามแขนขา 8 ราย และระคายเคืองตาและผิวหนังจากแก๊สน้ำตา 14 ราย จึงเรียนมาเพื่อทราบ"

 

ฉันอ่านแล้วทั้งงงทั้งโกรธ จึงโทรกลับไปถามย้ำกับหมอเหวงด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง แต่หมอเหวงยังคงยืนยันหนักแน่นว่าได้เข้าไปเยี่ยมและเห็นกับตาตนเอง รวมทั้งยังยืนยันถึงหัวกระสุนที่โรงพยาบาลเก็บได้

 

ฉันสับสนพอสมควรและกลับไปถามหมอคนเดิมในโรงพยาบาลรามาอีกครั้ง ซึ่งหมอก็ยืนยันตามแถลงการณ์เช่นกัน ฉันจึงถามตรงๆ ว่าไม่มีคนได้รับบาดเจ็บจากกระสุนแน่หรือ และที่ว่าบาดแผลที่เข่านี้ใช่กระสุนหรือไม่ คุณหมอว่าเท่าที่สำรวจยังไม่พบคนโดนกระสุน แต่จะตรวจสอบให้อีกที อาจมีส่วนที่ยังไม่ได้ผ่า ..... ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบ 8 โมงเช้า

 

00000

 

 

  

 

ฉันยังคงนั่งอยู่ที่นั่น แต่บรรดาการ์ดเสื้อแดงหายไปแล้ว ซักพักใหญ่มีผู้ชายเสื้อแดงเดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน คราบเลือดเต็มกางเกงยีนส์ หน้าตาเขาซีดๆ แต่ก็เรียบนิ่งไร้อารมณ์ มีคนเรียกสามล้อให้เขานั่งไปพร้อมพยาบาลอาสาเพื่อให้ไปขึ้นเวทีที่ทำเนียบฯ เลือดเขาค่อยๆ หยดติ๋งๆ ย้อยมาถึงปลายกางเกงลงพื้นคอนกรีต เขาว่าเพิ่งผ่าเอาหัวกระสุนออก มองที่กางเกงเห็นรูเล็กๆ ใกล้เป้ากางเกง

 

ป้าคนหนึ่งบอกว่าเลือดยังไหลไม่หยุดควรกลับไปหาหมอ แต่เขาบอกว่าน่าจะเป็นเลือดค้างเก่า พร้อมกับถอดเข็มขัดเผื่อดูแผลที่อยู่ด้านใน "ผมยังไหว" เขาพูดเบาๆ สีหน้าเรียบนิ่ง ฉันค่อนข้างตกใจและเกรงใจไม่กล้าถามอะไรมาก เพราะเขาดูเจ็บแผล ยืนลำบาก จึงเพียงขอถ่ายรูปเร็วๆ  ถามชื่อ "จิรัช" และสอบถามให้แน่ใจว่าเขาอยู่ที่แยกดินแดงซึ่งปะทะกับทหารตอนเช้ามืด จากนั้นเขาก็ขึ้นรถสามล้อออกไป

 

ระหว่างนั้นฉันเดินออกมาดูหน้าโรงพยาบาล พบว่ามีควันดำจากการเผายางรถยนต์โพยพุ่งขึ้นที่แยกตึกชัยใกล้โรงพยาบาล นางพยาบาลที่เพิ่งมาเข้าเวรตอนเช้าบ่นอุบถึงกลิ่นไหม้นี้ซึ่งทำให้เธอรู้สึกคลื่นเหียน ขณะที่คนทำความสะอาดเข้ามาคุยกับฉันและว่าเธอเชียร์คนเสื้อแดง เพราะทนไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมเรื่องสองมาตรฐานที่เห็นชัดขึ้นทุกวัน

0000

 

หลังจากนั้นไม่นาน มีน้าคนหนึ่งชื่อทองสุข กระหืดกระหอบเข้ามาถามหาลูกสาวที่นี่เพราะลูกสาวอยู่ที่แยกดินแดงตอนเช้ามืด และจนถึงบัดนี้ยังติดต่อไม่ได้ เจ้าหน้าที่รับเรื่องแล้วรีบเข้าไปตรวจสอบให้

 

ฉันยืนฟังอยู่ตรงนั้นและเห็นสีหน้าอันตึงเครียดของเธอ แววตาเธอดูแข็งๆ มองจ้องไปข้างหน้าตลอดเวลาเหมือนพยายามกดข่มอารมณ์ตื่นตระหนก โศกเศร้า ไว้ภายใต้ความแข็งแกร่ง ถึงอย่างนั้นเสียงสั่นเครือก็เล็ดรอดออกมาเป็นระยะอยู่ดี ฉันพยายามเข้าไปพูดคุยอยากให้เธอคลายเครียด ซึ่งเธอก็ยอมคุยด้วย

 

ลูกสาวของเธออายุ 16 ปี อาศัยอยู่กับเธอและสามีแถวดินแดง เธอและสามีออกมาชุมนุมที่ทำเนียบฯ หลายวันมาแล้วโดยทิ้งให้ลูกสาวอยู่บ้าน แต่เมื่อมีการปิดถนนของคนเสื้อแดงใกล้ๆ แถวนั้นทีไร ลูกสาวเธอและเด็กวัยรุ่นแถวนั้นจะออกมากันหมด บ้างมาดู บ้างมาช่วย

 

เธอเชื่อว่าลูกสาวเธอก็ออกมาด้วยในช่วงเช้ามืดนี้ หลังจากข่าวการปะทะแพร่กระจาย เธอเล่าว่าบนเวทีที่ทำเนียบฯ มีผู้อยู่ในเหตุการณ์ขึ้นไปเล่าเรื่องราวให้ผู้ชุมนุมฟัง ผู้หญิงคนหนึ่งเล่าทั้งสะอึกสะอื้นว่า เห็นคนโดนยิงแล้วลากขึ้นรถ หนึ่งในนั้นเป็นเด็กวัยรุ่นและน่าจะเป็นผู้หญิง

 

"ถ้ามันตายก็ทำใจแล้ว แต่ขอให้ได้เห็นศพมัน" ป้าพูดพลางพยายามกดหางเสียงที่เริ่มสั่นเครือ ฉันบอกให้เธอใจเย็นๆ โดยไม่กล้าแม้แต่จะพูดว่าลูกสาวป้าคงไม่เป็นไร

 

ถึงตอนนั้นฉันพร้อมจะละทิ้งภารกิจทั้งหมดเพื่ออยู่เป็นเพื่อนเธอจนกว่าจะได้พบลูก แม้เธอไม่ได้ร้องขอ เราหันไปพูดคุยกันเรื่องอาชีพการงานและการเข้าร่วมชุมนุม

 

เธอเล่าว่า เธอและสามีเป็นลูกจ้างของ กทม. มีหน้าที่ดูแลสวนสาธารณะแห่งหนึ่งย่านจตุจักร ทั้งคู่เป็นคนอีสานแต่ย้ายเข้ามาอยู่และทำงานในกรุงเทพฯ เกือบ 20 ปี เธอเข้าร่วมกับการชุมนุมของ นปช.มาพักใหญ่ เพราะเห็นว่าบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่มีความเป็นธรรม และยังพูดถึงอำนาจอื่นๆ ที่มักเข้ามาแทรกแซงการเมืองด้วย

 

ฉันฟังเธอเพลินโดยไม่ทันได้ถามคำถามที่คนชั้นกลางส่วนใหญ่อยากรู้เกี่ยวกับทัศนะของคนจนที่มาชุมนุมต่อ "ทักษิณ ชินวัตร" อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าอะไรจะเป็นตัวผลักดัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือทั้งคู่มาชุมนุมหลังเลิกงานและอยู่จนดึกดื่น ก่อนจะกลับไปนอน 3-4 ชั่วโมง เพื่อจะตื่นไปทำงานใหม่ แล้วกลับมาชุมนุมต่อ เป็นอย่างนี้มาหลายวันจนกระทั่งถึงวันนี้

 

"เรามันคนจน ชีวิตก็ลำบากอยู่แล้วยังต้องมาลำบากกับเรื่องพวกนี้อีกก็เพราะมันทนไม่ไหว"

 

เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลออกมาบอกว่าไม่มีรายชื่อลูกเธออยู่ที่นี่ และให้ข้อมูลว่ายังมีคนเจ็บที่โรงพยาบาลอีก 2-3 แห่ง เธอตั้งใจจะตามไปดูทุกแห่ง แต่เจ้าหน้าที่ทักท้วงและอาสาจะประสานศูนย์นเรนทรเพื่อช่วยเช็ครายชื่อตามที่ต่างๆ ให้

 

เรายังคงนั่งอยู่ด้วยกัน คุยกันบ้าง นิ่งเงียบบ้าง ตอนนี้ตาฉันเริ่มจะปิด เพราะได้นอนราวสองชั่วโมง จึงขอตัวไปซื้อกาแฟด้านหลังโรงพยาบาล

 

เมื่อกลับมาอีกที สีหน้าของป้าทองสุขมีรอยยิ้มปรากฏ  "เจอแล้ว มันโทรมาแล้ว" แล้วเธอก็เล่าว่าลูกสาวออกมาชุมนุมด้วยจริงๆ และวิ่งหนีกระสุนของทหารโดยมีคนแถวนั้นช่วยเหลือไว้  "มันบอกมันไม่กลัวอะไรแล้ว เค้ายิงอย่างหมูอย่างหมาเลยแม่"

 

เธอเตรียมตัวจะกลับไปชุมนุมต่อทันทีที่ทำเนียบฯ ก็พอดีที่มีญาติคนไข้ที่นั่งฟังเรื่องราวอยู่ข้างๆ เข้ามาพูดคุยกันอย่างออกรส ฉันจึงเป็นฝ่ายขอตัวกลับก่อน แล้วรถฉุกเฉินของมูลนิธิก็วิ่งเข้ามา ..อ้าว !  เขานั่นเอง "จิรัช" คนเดิม นอนอยู่บนเตียงและถูกเข็นเข้าห้องฉุกเฉินอีกแล้ว คงเพราะบาดแผลเขายังเลือดไหลไม่หยุด

 

ฉันอดอมยิ้มไม่ได้ เพราะใบหน้าเขายังคงนิ่ง เรียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอยู่ดี

 

0000

 

 

เสร็จจากรามาธิบดีในช่วงสาย ก็คิดอยู่ว่าจะไปโรงพยาบาลอื่นๆ อีกดีหรือไม่ เพราะเริ่มไม่แน่ใจว่าจะได้ข้อมูลอะไรมากนัก พอดีมีโทรศัพท์เข้ามาแจ้งว่ามีผู้บาดเจ็บคนหนึ่งอยู่ที่โรงพยาบาลราชวิถี คราวนี้ได้ทั้งชื่อ นามสกุล

 

ที่ราชวิถี มีคนเสื้อแดง ซึ่งอาจมีทั้งญาติ และไม่ใช่ญาติ ยืนอออยู่หน้าห้องคนไข้เพื่อจะขอเข้าเยี่ยม แต่ป้ายหน้าห้องเขียนว่าเปิดให้เยี่ยม 12.00-17.00 น. และพยาบาลไม่อนุญาตให้ใครเข้า ทั้งหมดจึงทยอยกลับ บางส่วนแยกย้ายไปตามหาผู้ป่วยยังตึกอื่นอีก

 

ฉันยังคงเดินโต๋เต๋อยู่แถวนั้น กระทั่งเจอบุรุษพยาบาล จึงถามอีกครั้งเพื่อขอเข้าเยี่ยมคนเจ็บ เขาบอกว่าวันนี้ทางโรงพยาบาลมีคำสั่งงดเยี่ยมผู้ป่วยทั้งวันโดยเขาเองก็บอกไม่ได้ว่าเพราะเหตุใด

 

"แล้วกัน แล้วญาติจะเยี่ยมคนเจ็บยังไง อย่างนี้คนเจ็บก็จะไม่ได้เจอญาติกันเลยนะ" บุรุษพยาบาลหันรีหันขวาง พยายามเข้าไปถามพยาบาลเจ้าของห้องให้ กระทั่งฉันได้เข้าไปเยี่ยม "วีระชัย" 

 

"แป๊บเดียวนะ" บุรุษพยาบาลย้ำ

 

วีระชัยนอนให้น้ำเกลืออยู่บนเตียงคนไข้ในห้องรวม ซึ่งมีเขาอยู่เพียงเตียงเดียว ฉันแนะนำตัวและพูดคุยกับเขา ซึ่งดูเพลียมาก เขาถูกกระสุนเข้าที่บริเวณเท้า เพิ่งผ่ากระสุนออกและมีผ้าพันแผลห่อไว้ เขาพยายามขอหัวกระสุนที่ผ่าออกมา แต่ไม่ได้รับอนุญาตจากแพทย์ เมื่อจะขอถ่ายรูปก็ไม่ได้รับอนุญาตเช่นกัน

 

เขาเล่าเหตุการณ์ให้ฟังคร่าวๆ ที่สามเหลี่ยมดินแดงด้วยว่ามีคนไปตั้งด่านสกัดทหารจำนวนร่วมสองร้อยคน แต่คนที่อยู่ด่านหน้าจริงๆ มีสิบยี่สิบคน ราวตีสามกว่าหรือตีสี่กว่า เขาไม่แน่ใจ ก็มีทหารประมาณหนึ่งกองร้อยเข้ามาในพื้นที่ และโดยไม่ได้มีการประกาศเตือน แจ้ง แถลงไขอะไรแต่อย่างใด เหล่าทหารยิงแก๊สน้ำตาหลายนัดมายังกลุ่มผู้ชุมนุม พวกเขาที่อยู่ด่านหน้าพยายามขว้างปาอิฐ หรืออะไรที่หาได้เพื่อตอบโต้ในระยะที่ประจันหน้ากันอยู่ห่างราว 50 เมตร จนกระทั่งมีการยิงปืนขึ้นฟ้า เขาว่าเห็นลูกไฟหลายลูกลอยขึ้นฟ้าติดต่อกัน

 

จากนั้นไม่นาน เริ่มมีการปะทะครั้งที่สอง ครั้งนี้เขาสังเกตเห็นว่า ทหารมีจำนวนมากขึ้นมาก ได้ยินเสียงทหารนายหนึ่งตะโกนทำนองว่า "ลุยเลย พวกนี้ไม่จงรักภักดี" ทหารจึงเคาะเกราะกันอย่างฮึกเหิม และเริ่มวิ่งเข้ามายังกลุ่มผู้ชุมนุม ปลายปืนบางส่วนไม่ได้เล็งขึ้นฟ้าแล้วแต่เล็งมายังคน ผู้ชุมนุมแตกกระเจิง มีเสียงปืนดังขึ้นโดยตลอด

 

เขาถูกกระสุนเข้าที่เท้า ขณะที่มีคนโดนที่เข่าและลำตัวด้วย ระหว่างนั้น คนที่เขาคาดว่าน่าจะเป็นคนขับรถข่าวช่อง 3  ช่วยพยุงเขามายังเพื่อนเพื่อส่งโรงพยาบาล

 

"ตอนนั้นผมเห็นฝั่งตรงข้าม มีทหารกำลังรุมกระทืบคนแก่ที่วิ่งไม่ทันด้วย" วีระชัยกล่าวและว่า เขาไม่เห็นนักข่าวทีวีแม้แต่ช่องเดียวในเวลานั้น

 

"ผมเคยผ่านประสบการณ์บ้านสี่เสาครั้งแรก เมื่อ 22 กรกฎา (2550) มันก็มีการปะทะกัน ก็นึกว่าจะไม่รุนแรง มีแต่แก๊สน้ำตากับสเปรย์พริกไทย ไม่นึกว่าเขาจะยิงประชาชน รู้เลยว่าประชิดเขาใกล้เกินไป แล้วเราก็มีแต่ก้อนอิฐ"

 

วีระชัย เป็นคนมุกดาหารโดยกำเนิด แต่มาประกอบอาชีพขายอาหารริมทางอยู่แถวสระบุรี เขาปิดร้านมาชุมนุมตั้งแต่ก่อนวันที่ 8 เม.ย. และอันที่จริงเขาเริ่มออกมาชุมนุมตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2549 นั่งรถเมล์ขึ้นลงสระบุรี -กรุงเทพฯ เป็นว่าเล่น

 

"ผมแค่อยากบอกว่า เราต้องการประชาธิปไตย แล้วเราก็จงรักภักดีต่อในหลวงด้วย เพราะเราเป็นคนไทย" วีระชัยกล่าว

 

นี่คือข้อมูลทั้งหมดเท่าที่ได้ ฉันหันรีหันขวางนิดหน่อยก่อนจะหยิบกล้องออกมาขออนุญาตถ่ายรูปเขาเร็วๆ ก่อนกลับ เพราะอยากให้เขาได้หลับเต็มตื่นสักที และเป็นการรักษาสัญญา "แป๊บเดียว" เท่าที่จะทำได้

 

พอออกมาหน้าห้องก็เจอกลุ่มป้าเสื้อแดงกลุ่มเดิมยืนออหน้าประตู พยาบาลยืนกรานไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยม ป้าคนหนึ่งจำฉันได้และชี้มือมา "ทำไมคนนั้นเข้าได้ เขาก็มาหาเสื้อแดง" ทุกคนหันมองเป็นตาเดียว แล้วการโต้เถียงวุ่นวายก็เกิดขึ้น ขณะที่ฉันรีบก้าวฉับๆ เผ่นออกมาอย่างรวดเร็วท่ามกลางความชุลมุน

http://blogazine.prachatai.com/user/thethinredline/post/2073

 

เสื้อแดงเดือนเมษา: ตอน 3 - รอยร้าวลึกกับสื่อมวลชน และสันติวิธีที่ไม่มีใครเห็นค่า

ส่งมาเมื่อ 18 มิ.ย. 2009 - 00:49:44.  หมวด: (ยังไม่ได้กำหนด)  ป้าย:

กรกช เพียงใจ

ความเดิมตอนที่แล้ว

·         เสื้อแดงเดือนเมษา: ตอน 2 - การปราบที่สามเหลี่ยมดินแดง ปริศนารูกระสุน และหัวอกแม่

·         เสื้อแดงเดือนเมษา: ตอน 1 - ผู้คน ดินฟ้าอากาศ และการ์ดผู้แข็งขันรอบทำเนียบฯ

ใครบางคนบอกว่า “ข้อเท็จจริง” (fact) นั้นแตกต่างจาก “ความจริง” (truth)
บันทึกนี้จึงอาจกล่าวอ้างได้เพียงว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงอันมากมายมหาศาล
แต่ก็คือทั้งหมดที่ฉันเห็น สังเกต และรู้สึก ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
มนุษย์ผู้ไม่ได้ไปอยู่ ณ จุดปะทะสำคัญใดๆ กับเขาเลย
หากใครคาดหวังเช่นนั้น ขออภัยล่วงหน้า ....

- - - - - - - - - - - -

เที่ยงวันที่ 13 เมษายน 2552

ฉันนั่งรถกลับไปที่บ้านพี่ชายที่รู้จักอีกคนหนึ่งเพื่อส่งข้อมูลและหลับซักงีบก่อนจะเดินทางต่อไปยังเวทีหน้าทำเนียบฯ เป็นครั้งแรกๆ ที่ฉันได้มีโอกาสดูข่าวจากทีวี ซึ่งข่าวหลักคือ ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น และ การเล่นน้ำสงกรานต์ในที่ต่างๆ สักช่วงเที่ยง ฉันได้เห็นการสลายการชุมนุมสดทาง สทท. กล้องทีวีอยู่หลังแนวทหารทั้งกองร้อยที่ยิงปืนเอ็มสิบหกขึ้นฟ้าตลอดเวลา เหมือนกับเป็น “สงคราม” ไลฟ์ออนทีวี มีภาพทหารบางส่วนที่เข้าไปในซอยแล้วเล็งปืนไปด้านหน้าราวกับไล่ล่าผู้ก่อการร้าย แม่ค้าวิ่งหลบกันให้วุ่น รวมไปถึงข่าวการนำรถแก๊สมาขวางไว้ที่สามเหลี่ยมดินแดง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และน่าหวาดหวั่นที่สุด ฉันรู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก และรู้ได้ในทันทีว่า นี่คือปฏิบัติการตอบโต้กับการปราบที่รุนแรงตอนเช้ามืด ...เช้ามืดซึ่งไม่มีนักข่าวอยู่ในที่เกิดเหตุเพื่อรายงาน(ซ้ำแล้วซ้ำเล่า) ให้คนทั่วไปได้รับรู้เช่นเรื่องอื่นๆ

0000

ในช่วงบ่ายแก่ที่หน้าทำเนียบฯ ผู้คนยิ่งหนาตาท่ามกลางอากาศที่ร้อนแบบทำให้คนอดนอนเป็นลมได้ง่ายๆ หลังเวทีฉันเจอกับ “จิ้น กรรมาชน” ในสภาพเหนื่อยอ่อน ตาลึกโหล เรานั่งคุยกันสักพัก ก่อนที่ฉันจะหันไปจดการปราศรัยของจาตุรนต์ ฉายแสง (ขึ้นเวทีพร้อมสุธรรม แสงประทุม) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาขึ้นเวทีเสื้อแดงในช่วงการชุมนุมใหญ่ครั้งล่าสุดนี้ พร้อมข้อเสนอต่อฝ่ายต่างๆ ที่น่าสนใจพอสมควร จิ้นยังคงนั่งอยู่ไม่ไกล ฟังไปและสัปหงกไป

จาตุรนต์ มีข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ผบ.ทบ. และพรรคร่วมรัฐบาล แต่ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือการพูดถึงสื่อมวลชนที่ไม่กล้ามาทำข่าวการแถลงของเขาหลังเวที เนื่องจากเกรงจะผิดกฎหมายหลังรัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และระบุว่าแกนนำประกาศไม่รับรองความปลอดภัยของผู้สื่อข่าว แต่จาตุรนต์ยืนยันว่าได้สอบถามแกนนำหลักทั้ง 3 คน แล้วไม่ปรากฏว่ามีการประกาศเช่นนั้น ฉันไม่ได้ยินเองกับหูจึงไม่อาจยืนยันได้ แต่สิ่งที่รับรู้ได้คือประชาชนเองนั่นแหละที่โกรธเคืองสื่อมวลชน “ไทย” อย่างหนักหนาสาหัส โดยประเด็นการวิจารณ์การนำเสนอข่าวของสื่อกลายมาเป็นหัวข้อแรกๆ ที่เขาจะพูดถึง ไล่ตั้งแต่วิพากษ์ดีๆ ไปจนถึงขั้นด่าสาดเสียเทเสีย และมันดูจะกลายเป็นหัวข้อแรกก่อนข้อเรียกร้องทางการเมืองเสียแล้วในตอนนี้



อย่างไรก็ตาม ยังคงมีนักข่าวหลายสำนักอยู่หลังเวที ส่วนบนเวที แกนนำหลายคนเริ่มประสานเสียงกันให้ประชาชนยึดมั่นในสันติวิธี เพราะไม่มีทางออกอื่นใดในการต่อสู้ของประชาชนมือเปล่าแล้วนอกจากวิธีนี้

ระหว่างที่แกนนำประกาศ “เราจะใช้อาวุธ โดยการไม่ใช้อาวุธ” พอดีฉันกำลังเดินสำรวจบริเวณรอบๆ เห็นการ์ดหนุ่มสองคนนั่งอยู่ริมฟุตบาทบนถนนเรียบคลองเปรมประชากร เขามองหน้ากันเหรอหราเมื่อได้ยินคำประกาศนั้น ข้างๆ ตัวมีไม้กระบอง และในเสื้อกั๊กเห็นมีหนังกะติ๊กเหน็บอยู่อันหนึ่ง

ระหว่างที่ฉันกำลังโทรศัพท์อยู่หลังเวที ป้าคนหนึ่งเดินกะย่องกะแย่งเข้ามาริมรั้วกั้น แกเริ่มตะโกนต่อว่าบรรดาเจ้าหน้าที่ฝากไปถึงแกนนำเพราะไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่ประกาศ

“จะบ้าหรือเปล่า เขาใช้เอ็มสิบหก ใช้อาวุธสารพัด แล้วมันจะสู้กับเขายังไง” ไม่มีใครตอบสนองแก แกจึงหันไปจับกลุ่มกับป้าๆ คนอื่นแล้ววิจารณ์ในประเด็นนี้ต่อ

ทันใดนั้นเอง การ์ดของเวทีก็นำชายสวมเสื้อแดงเก่าๆ ขาดๆ คนหนึ่งมาหลังเวที แล้วเตะเข้าที่คางจนปากแตก คนที่เหลือรีบเข้ามาห้าม และเอาสำลีมาให้เขาซับเลือด ฉันตกใจวิ่งเข้าไปถามว่า เกิดอะไรขึ้น ทำไมทำร้ายเขาแบบนี้ บรรดาการ์ดบอกว่าเขาคือสายทหารที่ปลอมเป็นเสื้อแดงเข้ามาชี้เป้า และเมื่อประชาชนที่สังเกตเห็นร่วมกันนำตัวเข้ามาให้หลังเวทีก็เกิดปากเสียงกันขึ้น

“แม่งมาชี้เป้าให้เขายิงประชาชน แล้วมันยังกร่าง มาด่าแม่ผม สมควร” การ์ดรุ่นใหญ่อารมณ์ร้อนพูดก่อนเดินออกไป แต่หลายคนยังคงมุงอยู่ ชายคนนั้นยอมรับว่าเป็นทหารจากหน่วยหนึ่ง เข้ามาเป็นสายจริงเพื่อรายงานสภาพการจราจร

“นายสั่งมาก็ต้องมา ผมไม่ได้มาทำอะไร แค่คอยบอกว่ารถติดตรงไหน ขอวอผมคืนมา” ชายคนดังกล่าวไปพลางเอามือดึงเนื้อปากที่ทะลุพยายามให้หลุดออก สุดท้ายเขาถูกมัดไว้กับต้นไม้และเฝ้าไว้หลังเวที การ์ดให้เหตุผลว่า “ปล่อยมันออกไปก็ไม่รอด” เหตุการณ์นี้มีนักข่าวมารุมถ่ายรูปและทำข่าวพอสมควร โดยชายคนดังกล่าวขอไม่ตอบคำถามใดๆ ของผู้สื่อข่าว นอกจากนี้การ์ดเสื้อแดงยังยึดบุหรี่ของชายผู้นั้น ไม่ยอมให้เขาสูบบุหรี่ทั้งที่เขาจะร้องขอ

http://blogazine.prachatai.com/user/thethinredline/post/2151

 

เสื้อแดงเดือนเมษา ตอน 4 - ความตึงเครียด ในอ้อมโอบทหารและเอ็มสิบหก

ส่งมาเมื่อ 21 มิ.ย. 2009 - 17:57:03.  หมวด: บันเทิง  ป้าย:

กรกช เพียงใจ

 

 

ใครบางคนบอกว่า “ข้อเท็จจริง” (fact) นั้นแตกต่างจาก “ความจริง” (truth)

บันทึกนี้จึงอาจกล่าวอ้างได้เพียงว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงอันมากมายมหาศาล

แต่ก็คือทั้งหมดที่ฉันเห็น สังเกต และรู้สึก ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

มนุษย์ผู้ไม่ได้ไปอยู่ ณ จุดปะทะสำคัญใดๆ กับเขาเลย

หากใครคาดหวังเช่นนั้น ขออภัยล่วงหน้า ....

 

- - - - - - - - - - - -

 

 

 

เย็นวันที่ 13 เมษายน 2552

 

 

บรรยากาศในช่วงบ่ายแก่จนถึงเย็นค่อนข้างตึงเครียด เพราะมีข่าวมาตลอดทั้งวันเกี่ยวกับการปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดงที่สามเหลี่ยมดินแดง บวกกับเกิดเหตุปะทะกันรุนแรงหลายจุดรอบนอกตลอดทั้งวัน ทั้งอุรุพงษ์ เพชรบุรี ขณะที่ทหารเริ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้เพื่อปิดล้อมทำเนียบฯ

 

ข่าวต่างๆ ถูกเล่าปากต่อปากจากผู้เห็นเหตุการณ์ ขยายวงไปเรื่อย ถึงตอนนั้นฉันรู้สึกหวาดหวั่น และคาดเดาไม่ถูกว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในที่ที่ยืนอยู่

 

ผู้ปราศรัยประกาศตั้งแต่ช่วงบ่ายให้การ์ด ณ จุดรอบนอกมารวมที่ทำเนียบฯ เพราะการตั้งด่านสกัดด้วยคนจำนวนน้อยมีแต่เสี่ยงต่อการถูกสลาย ถูกโจมตีด้วยความรุนแรง เขาประกาศซ้ำอีกทีในช่วงเย็นบอกประชาชนว่าไม่ต้องตกใจ และขออาสาสมัครผู้หญิง 30 คน เพื่อเป็นด่านหน้าตั้งแผงสกัดทหารด้านแยกนางเลิ้ง แยกสวนมิสกวัน โดยจะมีครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ เป็นผู้นำไป

 

 

 

 

 

 

ไม่กี่นาที ด้านหลังเวทีคราคล่ำไปด้วยผู้หญิงโดยส่วนใหญ่เป็นวัย 40 ปีขึ้นไป น้าๆ ป้าๆ เหล่านี้ดูกระตือรือร้นและไม่มีแววตาหวาดหวั่น พวกเขาพยายามรับดอกกุหลาบแดงที่มีคนนำมาแจกเพื่อไปมอบให้ทหาร ขณะที่บนเวที ไพจิตร อักษรณรงค์ กำลังร้องเพลงดอกไม้ให้คุณขอมอบดอกไม้ในสวนนี้เพื่อมวลประชา อย่างไพเราะ

 

.......เป็นกำลังใจให้คุณ เป็นกำลังใจให้เธอ เป็นสิ่งเสนอให้คุณ....

 

แม้บรรยากาศจะดูสบายๆ ทุกคนพยายามช่วยกันรักษาที่มั่น แต่จิตใจของฉันกลับว้าวุ่น ณ เวลานั้นเราไม่รู้จริงๆ ว่าการปราบปรามจะเกิดขึ้นหรือไม่ และจะมีความรุนแรงเพียงใด ภาพข่าวทหารกับปืนเอ็มสิบหกที่เห็นมาทั้งวันไม่สามารถสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยได้เลย

 

ฉันเดินไปเดินมา เดินมาแล้วก็เดินไป โดยไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ด้านหลังเวทีเป็นแหล่งศูนย์รวมข่าวสารต่างๆ ที่ยิ่งทำให้อาการว้าวุ่นกลายสภาพเป็นฟุ้งซ่านได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อแบตมือถือ และแบตกล้องดิจิตอลป๊อกแป๊กกำลังจะหมดลงพร้อมๆ กัน

 

 

0000

 

 

การ์ดตัวอ้วนคนหนึ่งวิ่งมาหลังเวที เพื่อแนะนำการจัดขบวนกับแกนนำ “พี่ช่วยประกาศบนเวทีหน่อย แบบนี้มันไม่ไหว เรามีคนเยอะแต่ทำอะไรไม่ได้เลย” เขาพยายามแนะนำให้แกนนำประกาศบนเวทีเพื่อแจ้งต่อการ์ดที่ตั้งด่านอยู่บริเวณรอบทำเนียบ โดยให้ทุกคนเอามือคล้องแขนกันและไม่ต้องวิ่งหนี และใช้นกหวีดเป็นสัญญาณ เนื่องจากสภาพที่เขาพบเจอคือเมื่อทหารประชิดเข้ามาทุกคนก็จะระดมขว้างปาสิ่งของต่างๆ แต่เมื่อมีการยิงปืนขึ้นฟ้าทุกคนก็วิ่งกันแตกกระเจิงไป

 

“ถ้าเราบอกว่าเราเป่าปี๊ดยาวๆ คือให้ทุกคนตั้งแถวคล้องแขนกันหลายๆ แถว พี่ตำรวจเขาบอกมาให้ยืนแบบนี้ (ทำท่าประกอบ) แล้วพอเป่าปี๊ดสั้นๆ ก็ให้เราถอย 3 ก้าว 5 ก้าวพร้อมๆ กัน อย่างนี้ยังจะพอทานไหว ไม่งั้นมันต่างคนต่างวิ่ง พอปืนดัง ข้างหลังวิ่งหมด ข้างหน้าก็ต้องวิ่งแล้ว” เขาพยายามอธิบายเป็นขั้นเป็นตอน และยังชักแม่น้ำทั้งห้ามารองรับได้อย่างใจเย็น

 

“พี่เข้าใจไหม มันก็เหมือนเกลียวเชือก ถ้าเกลียวเล็กๆ รวมๆ กันมันจะเป็นเชือกมะนิลา”

 

เขายังเล่าถึงเหตุการณ์เยื้องๆ กับแยกมิสกวัน ซึ่งจู่ๆ ก็มีคนขับเอารถเมล์มุ่งไปในกลุ่มทหารตรงแยกมิสกวันทำให้ทหารต้องกระโดดหลบ ทหารยิงรถเมล์คันนั้นจนพรุน และลากตัวคนขับเข้าไป แต่เขาตั้งข้อสังเกตว่ามันอาจเป็นการจัดฉากก็ได้ เพราะมีทหารใส่เสื้อแดงอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมาก และการขับนั้นไม่ได้หมายพุ่งชนแต่ขับไปเร็วๆ แล้วก็จอดด้านหน้า เมื่อลากตัวคนขับมาได้ทหารก็โวยวายๆ ใส่ จากนั้นก็คุมตัวหายเข้าไป อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ทำให้คนเสื้อแดงที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งพยายามจะเข้าไปช่วยคนขับรถเมล์ที่สวมเสื้อแดง ทำให้เกิดการปะทะกัน และทหารยิงปืนขู่จนชาวบ้านหนีแตกกระเจิง

 

โฆษกบนเวทีคนหนึ่ง ซึ่งฉันจำชื่อไม่ได้ กำลังจดสิ่งที่เขาแนะนำอย่างตั้งใจ ตึงเครียด และดูท่าเหมือนไม่รู้จะจัดการอย่างไร ขณะที่บนเวทีหมอเหวงและแกนนำคนอื่นๆ พยายามขึ้นไปอ่านแถลงการณ์สนับสนุนฉบับต่างๆ ที่มีคนส่งมาให้ผู้ชุมนุมฟัง โดยที่ไม่ได้ยินการปลุกระดมให้ใช้ความรุนแรงตอบโต้แต่อย่างใด

 

ฉันเดินไปหยิบน้ำที่แจกฟรีมาตุนไว้ 2 ขวด ยืนดูดบุหรี่ฆ่าเวลาและฆ่าความว้าวุ่นในจิตใจ เนื่องจากมีโทรศัพท์จากหลายๆ คนแนะนำให้ออกจากพื้นที่ เพราะขณะนี้ทหารได้เคลื่อนกำลังเข้ามาล้อมไว้ทุกด้านแล้ว ประกอบกับข่าวคราวการทุบตีทำร้ายคนเสื้อแดงที่พยายามออกนอกพื้นที่ โดยกลุ่มประชาชนที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นเสื้อสีต่างๆ ซึ่งตั้งด่านสกัดอยู่รอบนอกกลุ่มทหาร ยิ่งทำให้ทางเลือกของคนอยากกลับบ้านแทบไม่มีเหลือ

 

ป้าคนหนึ่งวิ่งเข้ามากับเพื่อนอีกคน หน้าตาเหรอหรากำลังเล่าเรื่องให้คนหลังเวทีฟัง ฉันเดินเข้าไปฟังด้วย แกเล่าปากคอสั่นว่าแกไปอยู่ที่แยกมิสกวัน (น่าจะเป็นเหตุการณ์เดียวกับที่การ์ดเล่าเมื่อสักครู่) และว่าพอทหารยิงปืนและวิ่งบุกเข้ามา คนเสื้อแดงก็แตกกระเจิง กลุ่มผู้หญิงวิ่งหนีไปหลบหลังตำรวจประมาณ 1-2 กองร้อยที่ตั้งแถวอยู่หน้าแยก บช.น.ซึ่งอยู่เยื้องๆ กันกับที่เกิดเหตุ เมื่อทหารวิ่งเข้ามา ตำรวจชูปืนขึ้นแล้วตะโกนว่า “กูมีปืนนะ กูมีปืนเหมือนกัน ถ้ามึงยิงประชาชน กูจะยิงมึง” ป้าเล่าด้วยว่าหัวหน้าหน่วยทหารยิ้มๆ แล้วสั่งให้ลูกน้องถอยกลับไปอยู่ที่ตั้ง

 

“ถ้าไม่ได้ตำรวจ เราแย่แน่ ”  

 

“แล้วจะเอายังไงดีป้า กลับบ้านก่อนดีมั้ย”

 

“ก็อยากกลับ ที่บ้านลูกก็รออยู่สองคน แต่เราปล่อยเพื่อนๆ ไว้ไม่ได้ ทิ้งไม่ลง” 

 

แทนที่ฉันจะได้เพื่อนกลับบ้าน มันยิ่งทำให้ฉันเข่าอ่อน ก้าวขาไม่ออก ต้องกลับมานั่งตั้งหลักใหม่

 

จากนั้นไม่นาน นักข่าวและช่างภาพจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่เพิ่งตระเวนทำข่าวรอบนอกด้านถนนราชดำเนินนอก กลับเข้ามาส่งข่าวหลังเวที ในสภาพเหงื่อโทรมกาย เขาทักทายกับนักข่าวอีกคนที่กำลังเก็บของ เขาเป็นนักข่าวไทยสองคนที่ยังหลงเหลืออยู่หลังเวทีในเวลานี้ เพราะคนอื่นๆ ออกไปประจำการด้านนอกหมดแล้วตั้งแต่เกิดเหตุที่สามเหลี่ยมดินแดงในช่วงเที่ยง

 

เขาดูดบุหรี่และเลือกภาพที่ได้ด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่เคร่งเครียด ขณะที่ปากก็บ่นถึงการจลาจลที่ควบคุมไม่ได้ มีเสียงปืนให้ได้ยินตลอดเวลา กระทั่งมีการเผาตึก เผารถเมล์ ที่สำคัญ เขาต่อว่าแกนนำโดยบอกว่าเขาไม่สามารถทำงานต่อได้เพราะผู้ชุมนุมเริ่มหันมาคุกคามสื่อมวลชนมากขึ้นเรื่อยๆ

 

“ผมอยู่ไม่ได้แล้ว พวกนั้นจะหันมาตื้บผม” 

“ตอนนี้มันเละไปหมดแล้ว”

 

ฉันพยายามสอบถามถึงสถานการณ์ในด้านต่างๆ ที่ทหารปิดล้อม แต่ยังไม่มีความรุนแรง

 

“ถ้าจะออกก็ด้านสวนจิตรฯ น่าจะดีสุด แล้วก็เดินเอา เดินไปเรื่อยๆ ... จะกลับแล้วหรือ อย่าเพิ่งกลับ อยู่ร่วมบันทึกประวัติศาสตร์ด้วยกันก่อน ยังไงคงจบคืนนี้ ถ้าไม่ปราบก็คงล้อมให้แห้งตาย”  

 

ฉันกลับมานั่งตั้งหลักอีกรอบ รู้สึกชื่นชมนักข่าวภาคสนามคนนี้ พร้อมกับรู้สึกผิดที่จะหนีเอาตัวรอด

 

พอดีกับที่หันไปเห็น วัฒน์ วรรลยางกูร กับลูกชาย และไม้หนึ่ง ก. กุนที ศิลปินคนเสื้อแดงนั่งสนทนากันสบายๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

ต่อให้คนที่ผ่านสนามรบมาแล้ว เข้าป่า ผ่านเขตงานต่างๆ มาแล้ว ก็น่าจะต้องหวาดหวั่นบ้างกับชะตากรรมข้างหน้า แต่เขาคงควบคุมสภาพอารมณ์ได้ดี คุยกับยิ้มแย้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือพวกเขาอาจประเมินในทางดี อย่างน้อยที่นี่ก็มีป้าๆ อีกจำนวนมากที่ไม่ยอมกลับบ้าน แต่สารภาพตามตรง ด้วยกระแสสังคมที่เห็นด้วยกับการปราบปรามตอนนั้น ฉันรู้สึกว่า ป้าก็ป้าเถอะ ฉันไม่แน่ใจกับอะไรอีกแล้ว

 

0000

 

 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น “แม่โทรมา!!!” ฉันพยายามหาที่ที่เสียงดังน้อยที่สุด ...ไม่มี จึงมุดเข้าไปใต้โต๊ะทำงานสื่อมวลชนเอามือป้องปากแล้วโกหกว่าออกจากม็อบไปนานแล้วเพื่อให้เขาสบายใจ

 

“เราทำอะไรไม่ได้มากหรอกนะ เอาชีวิตให้รอดไว้ แล้วค่อยว่ากันยาวๆ” เสียงสุดท้ายจากแม่บังเกิดเกล้า

 

“เราไม่มีกล้องทีวี กล้องดีๆ ยังไม่มีซักตัว เหตุการณ์แบบนี้มันต้องใช้ภาพ อยู่ก็ทำอะไรไม่ได้ ไปอยู่ที่โรงพยาบาลดีกว่า” เสียงเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่งแว่วผ่านโทรศัพท์

 

ด้วยสภาพกายที่อิดโรยเต็มทีเพราะไม่ได้นอน และสภาพจิตใจที่ว้าวุ่น ฉันค่อยๆ ไปหยิบกระเป๋าแล้วเดินหันหลังออกมาจากที่นั่น มุ่งไปทางสวนจิตรฯ โดยไม่หันมองอะไรอีก

 

แต่พระเจ้าไม่เข้าข้าง ระหว่างทางฉันเจอกับพี่ที่รู้จักอีกคนจนได้ เขากำลังยืนยิ้มแย้มพูดคุยกับคนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งที่ช่วยกันเก็บขยะริมทางเท้าใส่ถุงดำจนเกลี้ยง บ้างกำลังกวาดพื้น อันที่จริงพี่คนนี้เป็นเจ้าของความคิด “เสื้อแดง” ตัวจริง แต่เป็นสีแดงที่ใช้รณรงค์ต้านรัฐประหารและตลอดจนช่วงไม่รับรัฐธรรมนูญ 50  เขายิ้มแล้วเล่าว่ากลุ่มนี้น่าสนใจเขามากันเอง 7-8 คนและคิดว่านั่งฟังปราศรัยเฉยๆ ก็เปล่าประโยชน์มาช่วยกันเก็บขยะดีกว่า ! ... ฉันยิ้มแหยๆ แล้วขอตัวลา ทั้งชื่นชมและทั้งไม่เข้าใจว่าทำไมเขายังมานั่งเก็บขยะกันอยู่ได้

 

 

มันน่าจะเป็นเวลาราวทุ่ม สองทุ่ม เมื่อเดินถึงแยกวัดเบญฯ ติดกับสวนจิตรฯ ทหารตั้งแถวตรึงกำลังที่นั่น..ไม่มากนัก แต่ที่มากกว่ามากคือกลุ่มผู้หญิงเสื้อแดงที่ไปตั้งแถวร้องเพลงต่อหน้ากลุ่มทหาร ตอนฉันเดินผ่านพวกเขาที่ยืนนิ่งร้องเพลงสดุดีมหาราชากันหลายรอบเหมือนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

 

ฉันเดินไปถ่ายภาพ มีป้าคนหนึ่งยิ้มให้แล้วพยักหน้าเหมือนจะชวนให้ฉันมาร่วมวงร้องด้วย ฉันเบือนหน้าหนี แล้วเดินเลาะไปจนสุดแถวทหาร

 

“ออกได้ไหม”

“ได้”

 

ทหารนายหนึ่งเปิดทางให้ ฉันกลั้นใจแทรกตัวเดินออกไป เพื่อไปดักรอหาหลักฐาน นับจำนวนคนเจ็บ คนตาย ถ้าหากจะมี ที่โรงพยาบาล .... จู่ๆ น้ำตาก็ไหลออกมา

 

http://blogazine.prachatai.com/user/thethinredline/post/2175

 

เสื้อแดงเดือนเมษา ตอน 5 - “ชาวบ้าน” ที่ไม่ถูกนับ

ส่งมาเมื่อ 29 มิ.ย. 2009 - 23:26:35.  หมวด: บันเทิง  ป้าย:

 

กรกช เพียงใจ

 

 

 

ใครบางคนบอกว่า “ข้อเท็จจริง” (fact) นั้นแตกต่างจาก “ความจริง” (truth)

บันทึกนี้จึงอาจกล่าวอ้างได้เพียงว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงอันมากมายมหาศาล

แต่ก็คือทั้งหมดที่ฉันเห็น สังเกต และรู้สึก ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

มนุษย์ผู้ไม่ได้ไปอยู่ ณ จุดปะทะสำคัญใดๆ กับเขาเลย

หากใครคาดหวังเช่นนั้น ขออภัยล่วงหน้า ....

 

- - - - - - - - - - - -

 

 

 

 

ค่ำวันที่ 13 เมษายน 2552  

 

 

ถนนหน้าวัดเบญฯ เงียบสนิท มีแสงไฟรำไรๆ ส่องทางชวนหดหู่ บริเวณนี้มีทหารอยู่จำนวนหนึ่ง กระจายตัวถัดออกมาจากลานพระบรมรูปฯ ซึ่งมีทหารอยู่เยอะกว่า และเห็นรถพยาบาลเปิดไฟไซเลนเตรียมไว้อยู่ลิบๆ

 

ฉันเดินหมดแรงสะเปะสะปะผ่านเหล่าทหาร มองเห็นคนเสื้อแดงคนหนึ่งใส่หมวกแก๊ป กางเกงสามส่วนสีดำ รองเท้าเผ้าใบ กำลังยืนคุยกับทหาร 4-5 นาย นึกในใจว่าเขาช่างกล้าที่หลุดออกมายืนคุยในดงทหาร แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ เหล่าทหารจ้องฉันเป็นตาเดียว ชายคนนั้นก็เช่นกัน เขายืนเอามือไขว้หลังอยู่ต่อหน้าทหารที่ยืนค่อนข้างเรียบร้อย พวกเขาหยุดสนทนา เราจ้องกันพักหนึ่งแล้วฉันก็ตัดสินใจเดินต่อไปเฉยๆ เพราะถึงตอนนี้ฉันไม่แน่ใจว่าชายเสื้อแดงคนนั้นจะเป็นชาวบ้านธรรมดา

 

สภาพถนนตรงลานพระบรมรูปมีกองไม้ และอะไรต่อมิอะไรที่เคยใช้เป็นด่านกองสะเปะสะปะอยู่ บรรดานักข่าวจำนวนมากนั่งอยู่ที่นี่ คุยกันสนุกสนานระหว่างรอทำข่าว

 

ระหว่างเดินอยู่ก็เจอนักข่าวอีกกลุ่มใหญ่เดินมา นำหน้าโดนนักข่าวใหญ่แห่งสมาคมวิชาชีพ นักข่าวรุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งอยู่ท้ายแถวทักฉัน

 

“ขอเบอร์หน่อยสิ จะส่งข่าวชาวบ้านไปให้ เรื่องเหมืองทอง”

 

ฉันให้เบอร์เขา เดินจากมา หัวสมองเบลอๆ คิดถึงแต่คำว่า “ชาวบ้าน” จะว่าไปฉันก็เพิ่งเดินผ่านชาวบ้านชายขอบอีกกลุ่มหนึ่งแต่เป็นชาวบ้านชายขอบทางการเมือง ที่ไม่ใช่ชาวเขา หรือเครือข่ายชาวบ้านที่เรียกร้องเรื่องทรัพยากร เลยไม่มีใครนับเขาเป็น “ชาวบ้าน” แล้ว เพียงเพราะพวกเขาเกี่ยวพันโดยตรงกับการเมืองอันโสโครก และ “ปีศาจ” ตนหนึ่ง

 

0000

 

เมื่อเดินเกือบถึงเทเวศร์ พี่สาวคนหนึ่งนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างมารับตัวฉัน เธอติดต่อว่าจะมาหาฉันในที่ชุมนุมตั้งแต่บ่าย และฉันคิดว่าเธอกลับไปนานแล้ว แต่เธอยังนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างตระเวนอยู่รอบนอกจากค่ำมืด

 

“พี่เข้าไปไม่ได้เลย ปิดหมดทุกทาง ออกได้แต่เข้าไม่ได้”

 

เรานั่งกินน้ำกันซักพักแล้วเธอจึงชวนให้ฉันไปอาบน้ำล้างหน้าที่ห้องพักของเธอก่อนจะไปต่อยังโรงพยาบาล เมื่อได้อาบน้ำฉันรู้สึกดีขึ้นมาก ระหว่างอยู่ที่ห้องพัก เธอเล่าถึงความอึดอัดคับข้องใจกับการนั่งดูทีวีที่รายงานข่าวเหตุการณ์ทั้งวัน สัมภาษณ์นักวิชาการ และผู้คนต่างๆ ซึ่งไม่มีใครให้ค่า ให้ราคากับคนเสื้อแดงมากนัก นอกจากการเป็นพวกป่วนเมือง เธอต่อว่าสื่อมวลชนและรู้สึก “เฮิร์ท” หนักกับสิ่งที่เรียกว่า “ภาคประชาสังคม”

 

อาการ “เฮิร์ท” นี้พอเข้าใจได้ แม้ว่าเธอจะอยู่ในแวดวงปัญญาชน เคยร่วมกับชาวบ้านต่อสู้กับรัฐบาลทักษิณในโครงการต่างๆ มามาก และไม่เคยไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดง แต่อย่างน้อยเธอไม่มีอคติต่อคนจน (เช่น ซื้อได้ โง่ ถูกหลอก ฯ) และพยายามฟังพวกเขา ฉันค่อนข้างประหลาดใจเมื่อพบว่าเธอเปิดเว็บฟังดีสเตชั่นบ่อยๆ และถึงกับออกปากชมณัฐวุฒิว่าเป็นผู้ที่ปรุง หลักการ เข้ากับ ลูกเล่น ได้อย่างกลมกล่อม

 

ที่สำคัญ เธอยังเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การนั่งมอเตอร์ไซด์ตระเวนรอบนอกว่า ในช่วงค่ำบริเวณสะพานขาว เธอเห็นประชาชนกลุ่มหนึ่งสวมเสื้อผ้าธรรมดา มีบางส่วนถือไม้ กำลังกรูเข้าไปที่สามล้อคันหนึ่ง ในนั้นมีคนนั่งอยู่สองสามคน เธอมองไม่เห็นอะไรชัดเจนนัก แต่ที่เห็นชัดที่สุดคือมีผู้หญิงผมยาวสวมเสื้อแดง กลุ่มคนกรูเข้าไปจดมิดรถทั้งคัน มีคนขึ้นไปยืนกระทืบหลังคารถด้วย เธอพูดเบาๆ ว่า “ไม่น่ารอด” และว่า มันเป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวอย่างมากเมื่อประชาชนรุมทำร้ายกันเอง โดยที่เธอก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย มอเตอร์ไซด์รับจ้างที่เธอนั่งต้องรีบขับออกมาเพื่อเอาตัวรอด เธอยังขอร้องด้วยว่าหากเป็นไปได้ ขอให้ฉันช่วยตระเวนตามหาผู้หญิงเสื้อแดงที่สะพานขาวตามโรงพยาบาลต่างๆ ด้วย

 

0000

 

 

ช่วงค่ำ ฉันเห็นข่าวทีวีรายงานเรื่องคนชุมชนนางเลิ้งทุกยิงเสียชีวิตโดยกลุ่มคนเสื้อแดง ฉันนั่งรถไปยังโรงพยาบาลกลาง และโชคดีที่เห็นภรรยาของเขากำลังยืนให้สัมภาษณ์สื่อทีวีช่องหนึ่งอยู่ด้านหน้าโรงพยาบาล มีลูกสาววัยรุ่นยืนอยู่ด้วย เธอหน้าตาเคร่งเครียดและให้สัมภาษณ์ถึงความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อการกระทำของคนเสื้อแดง ฉันแอบเอามือไปตบไหล่ลูกสาวของลุงที่เสียชีวิต เพราะสงสารเธอ

 

จากนั้นพวกเขาจึงออกจากโรงพยาบาลเพื่อไปแจ้งความยังสถานีตำรวจ ฉันยังคงอยู่ที่นั่น ได้พบกับคุณหมอท่านหนึ่งในโรงพยาบาล ซึ่งเดินมาด้านหน้าพอดี คุณหมอให้ข้อมูลว่ามีคนบาดเจ็บ 3-4 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ส่วนอีกคนหนึ่งที่โดนยิงที่นางเลิ้งเช่นกันอยู่โรงพยาบาลหัวเฉียว (และเสียชีวิตในเวลาต่อมา)

 

ระหว่างนั้นมีตำรวจเข้ามาเก็บข้อมูลพูดคุยกับคุณหมอ หมอบอกกับตำรวจ แต่ไม่ได้บอกกับนักข่าวว่า น่าจะเป็นอาวุธหนักเนื่องจากยิงทะลุลำตัวจากด้านหนึ่งไปด้านหนึ่ง

 

เมื่อออกมาหน้าโรงพยาบาลเจอน้าๆ ผู้หญิงยังนั่งอยู่ 2-3 คน ป้าคนหนึ่งบอกว่าเป็นคนนางเลิ้ง ฉันดีใจนึกว่าเป็นญาติผู้เสียชีวิต แต่เปล่า! เธอมาเฝ้าสามีซึ่งเป็นตำรวจ ฉันก็ยังดีใจ นึกว่าเจอญาติของตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุสลายการชุมนุม แต่เปล่าอีกอยู่ดี ปรากฏว่าสามีเธอประสบอุบัติเหตุขับรถชนรั้วก่อนหน้านี้แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม เธอเล่าว่าชุมชนนางเลิ้งส่วนใหญ่เป็นคนจีน และแน่นอน ส่วนใหญ่เป็นพันธมิตรฯ “เขาเปิดเอเอสทีวีดูกันลั่นทั้งวัน” แต่ก็ไม่ทั้งหมดเสียทีเดียว มีเสื้อแดงอยู่บ้างบางส่วนเหมือนกัน

 

ระหว่างที่คุยกันอยู่ก็มีช่างภาพนายหนึ่งเดินทะเล่อทะล่าเข้ามาถามหาภรรยาผู้เสียชีวิตที่นางเลิ้ง ฉันบอกรายละเอียดทั้งหมดที่รู้และบอกว่าญาติๆ ไปแจ้งตำรวจแล้ว ไม่รู้จะกลับมาหรือไม่ เขาพยักหน้าและยังคงเดินไปถามพยาบาลถึงห้องเก็บศพ เขาบอกฉันว่าบก.สั่งให้มาถ่ายภาพศพไว้และกำลังไปห้องเก็บศพ ฉันขอไปด้วย

 

 “ดีเลย กลัวเหมือนกัน” เขาว่า

 

เราเดินกันไปด้านหลังโรงพยาบาล ซึ่งค่อนข้างมืด และมีของเหลือใช้วางเกะกะ ไปที่ห้องรอญาติ เจ้าหน้าที่ชายตัวโต มีรอยสักจนถึงต้นคออยู่ที่นั่น เขาอารมณ์ดีและพูดเยอะผิดกับบุคลิกของเขาโดยสิ้นเชิง ช่างภาพคนนั้นอ้างถึงรัฐมนตรีคนหนึ่งและทำให้ได้เข้าไปถ่ายภาพภายใน

 

ลุงป้อม ผู้เสียชีวิต เป็นชายร่างใหญ่ ลงพุง นอนนิ่งอยู่บนเตียงเหล็ก มีผ้าสีฟ้าของโรงพยาบาลคลุมไว้ทั้งร่าง เจ้าหน้าที่เปิดผ้านั้นออกเผยให้เห็นลำตัวที่ไม่ได้สวมเสื้อ มีแต่กางเกงขายาว เจ้าหน้าที่ไม่ได้เปิดใบหน้า ฉันยกกล้องขึ้นถ่ายแบบส่งๆ ไม่กล้ามองมากนัก แต่ก็แลเห็นข้างลำตัวมีผ้าพันแผลปิดบริเวณข้างราวนมทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ช่างภาพคนดังกล่าวยังคงไม่พอใจและต้องการให้เจ้าหน้าที่เปิดใบหน้า แต่ฉันเห็นแย้งว่าควรขออนุญาตญาติเขาก่อน เราจึงตกลงกันว่าจะรอพบญาติอยู่ที่นั่น ซึ่งบรรยากาศวังเวงได้ใจ เราจุดบุหรี่ดูดและพูดคุยเรื่องประสบการณ์งานข่าว และเหตุการณ์การชุมนุมเพื่อฆ่าเวลา และนั่นก็ทำให้รู้ว่าสำหรับหนังสือพิมพ์ใหญ่ๆ แล้ว เฉพาะช่างภาพที่ลงสนามเก็บภาพเหตุการณ์การชุมนุมก็มีเกือบ 10 คนแล้ว

 

นั่งอยู่พักใหญ่ฉันจึงเดินออกมาโทรศัพท์ เข้าไปอีกทีปรากฏว่าช่างภาพหนุ่มได้ภาพที่เขาต้องการแล้ว เราจึงแยกย้ายกันกลับซึ่งต้องเดินมาไกลพอสมควรเพราะรถราค่อนข้างหายาก

 

 

 

.....โปรดติดตามตอนต่อไป